ในขณะที่นายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ จุลานนท์ กำลังเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อเซ็นสนธิสัญญาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อย่างเป็นทางการท่ามกลางความวุ่นวายของผู้ที่คัดค้านการเซ็นสัญญาครั้งนี้ ผมอยากจะย้อนภาพไปเมื่อปี 2547 สมัยที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปเป็นสักขีพยานการลงนาม (เอฟทีเอ) ไทย - ออสเตรเลียระหว่าง “วัฒนา เมืองสุข” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยในสมัยนั้นกับ “มาร์ก เวล” รัฐมนตรีการค้าของออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 หลังจากเริ่มเจรจากันตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2545
พร้อมกับกระแสคุกรุ่นของกลุ่มคนไทยหลาย ๆ ฝ่ายที่คัดค้านการเซ็นข้อตกลงการค้านี้
ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจจะมีระดับความเข้มข้นของการรวมกลุ่มที่แตกต่างกันไป เริ่มตั้งแต่ระดับเบาบางสุด คือ Preferential trade agreement เข้มข้นขึ้น คือ free trade areas, customs unions, common markets และสูงสุด คือ economic unions Preferential trade agreement จะเป็นการรวมกลุ่มที่จะให้สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกในกลุ่มโดยลดข้อจำกัดทางการค้าระหว่างกันลงระดับหนึ่ง แต่วิธีนี้ถือเป็นการลดระดับที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับการรวมแบบอื่น ๆ ตัวอย่างของการรวมกลุ่มแบบนี้ เช่น ข้อตกลง British Commonwealth Preference Scheme ในปี 1932 ซึ่งกำหนดโดยสหราชอาณาจักรในขณะนั้นกับประเทศซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักรมาก่อน Free trade area เป็นรูปแบบการรวมกลุ่มที่ประเทศสมาชิกจะยกเลิกข้อกีดขวางทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันทั้งหมด แต่ยังคงข้อกีดขวางสำหรับประเทศนอกกลุ่มอยู่ ตัวอย่างของ Free trade area เช่น นาฟต้า (NAFTA) ซึ่งเป็นข้อกำหนดของประเทศสหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก ในปี 1993 และ Southern Common Market (Mercosur) โดยประเทศอาร์เจนตินา, บราซิล, ปารากวัย และ อุรุกวัย ในปี 1991 Customs union จะยกเลิกข้อกีดขวางและอาจรวมถึงภาษีสำหรับประเทศสมาชิกและจะกำหนดนโยบายทางการค้าในลักษณะเดียวกันกับประเทศอื่น ๆ ที่เหลือทั่วโลก เช่น อาจจะกำหนดอัตราภาษีทั่วไปไว้ ตัวอย่างของ Customs union เช่น อียู (EU) หรือ European
Common Market ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 1957 โดยประเทศเยอรมันตะวันตก (ในขณะนั้น), ฝรั่งเศส, อิตาลี, เบลเยียม, เนเธอร์แลนด์ และ ลักเซมเบอร์ก Common market จะเพิ่มระดับเหนือ Customs union โดยอนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานและทุนอย่างเสรีในกลุ่มสมาชิก อียูเริ่มต้นรูปแบบ Common market ในปี 1993 Economic union จะกำหนดนโยบายหรืออาจจะรวมนโยบายทางการเงินและการคลังของประเทศสมาชิกทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวของกลุ่ม Economic union ถือเป็นระดับการรวมกลุ่มที่ก้าวหน้ามากที่สุด ตัวอย่างของ Economic union เช่น Benelux ซึ่งเป็นกลุ่มเศรษฐกิจของประเทศเบลเยียม, เนเธอร์แลนด์ และ ลักเซมเบอร์ก หรือ ประเทศสหรัฐอเมริกาที่กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจการเงินการคลังรวมกันของแต่ละรัฐ นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบการรวมกลุ่มที่พัฒนาขึ้นมาในลักษณะเดียวกับ Customs union เช่น duty-free zones หรือ free economic zones ซึ่งเป็นการกำหนดพื้นที่ทางเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศโดยจะมีการให้สิทธิ์พิเศษในเรื่องภาษี เช่น อาจจะกำหนดภาษีเป็นศูนย์สำหรับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ระดับกลาง โปรเฟสเซอร์ทางเศรษฐศาสตร์อย่าง Krueger เคยตั้งคำถามเกี่ยวกับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจว่า เป็นการทำให้เกิดการค้าเสรีหรือเป็นการกีดกันทางการค้ากันแน่
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นมากมายหลากหลายรูปแบบ นักเศรษฐศาสตร์ก็นั่งศึกษาผลกระทบของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจกันอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยศึกษาถึงผลที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกและประเทศนอกกลุ่ม บ้างก็เชื่อว่า การรวมกลุ่มจะนำไปสู่การเปิดเสรีทางการค้าที่กว้างขวางมากขึ้น ในขณะที่อีกกลุ่มกลับได้ข้อสรุปที่ตรงกันข้าม กลุ่มที่เชื่อว่าการรวมกลุ่มจะนำไปสู่การค้าเสรีระดับโลกให้เหตุผลว่า การรวมกลุ่มย่อยจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ การรวมกลุ่มจะเพิ่มความเข้มแข็งให้กับประเทศกำลังพัฒนาให้มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น ในกลุ่มที่เห็นถึงจุดด้อยของการรวมกลุ่มให้เหตุผลว่า การรวมกลุ่มก่อให้เกิดการค้าภายในกลุ่มแต่ลดทอนการค้ากับประเทศนอกกลุ่ม เพราะจะมีการสร้างกำแพงการค้าที่สูงขึ้นต่อประเทศนอกกลุ่ม อย่างไรก็ตาม Krueger สรุปว่า การรวมกลุ่มอาจจะสร้างหรือทำลายการค้าเสรีก็ได้ อียูอาจจะก่อให้เกิดการค้าเสรีมากขึ้นและเข้มแข็งมากขึ้น เช่นเดียวกับ CER (Australia-New Zealand Closer External Relations Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ แต่ MERCOSUR ของประเทศละตินอเมริกาอาจจะส่งผลด้านลบกับการค้าระหว่างประเทศ
ความพยายามของรัฐบาลออสเตรียเลียเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรร่วมรบกับประเทศสหรัฐอเมริกาสร้างความไม่พอใจให้กับคนออสเตรเลียหลาย ๆ กลุ่ม รวมถึงนักวิเคราะห์ทางการเมืองและเศรษฐศาสตร์การเมืองที่เห็นว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรีหรือ FTA ระหว่างประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาสร้างความเสียเปรียบหลาย ๆ เรื่องให้กับออสเตรเลียในการค้าระหว่างประเทศกับอเมริกา แต่ FTA ระหว่างประเทศออสเตรเลียกับประเทศไทยกลับสร้างความยินดีให้กับคนออสเตรเลียมากกว่า เพราะออสเตรเลียเห็นว่าตลาดเอเชียน่าลิ้มลองมากกว่าและออสเตรเลียไม่เสียเปรียบเท่าไรนัก แม้ว่าการตกลงเซ็นสัญญาข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศไทยไม่ได้รับความสนใจมากนักในหมู่ชนชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่ นอกจากข่าวเล็ก ๆ ในหนังสือพิมพ์ The Australian Financial Review หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจชั้นนำของออสเตรเลียที่ว่า ออสเตรเลียจะได้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมรถยนต์, นมเนย, ข้าวสาลี และ เนื้อวัว และเพิ่มความสะดวกในการค้าบริการและการลงทุนเท่านั้น แต่บทวิเคราะห์ในช่วงหนึ่งอาทิตย์ภายหลังการเซ็นสัญญากับประเทศไทยกลับพูดถึงโอกาสของออสเตรเลียในประเทศเอเชียเสียมากกว่า ประเทศออสเตรเลียมองเห็นศักยภาพของประเทศเอเชียมาโดยตลอด และพยายามที่จะมีส่วนในการเจาะตลาดเอเชีย โดยถ้าเราอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ออสเตรเลียจะเห็นข่าวเกี่ยวกับประเทศจีนค่อนข้างมาก รวมถึงตลาดใหม่อย่างอินเดีย
บทวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ให้ภาพอนาคตการค้าระหว่างประเทศออสเตรเลียกับประเทศเอเชียค่อนข้างชัดเจน โดยกล่าวถึงการเติบโตของส่วนแบ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกของประเทศเอเชียที่มีถึง 30% โดยวัดจากดัชนีอำนาจในการซื้อ (Purchasing Power Parity หรือ PPP) ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีส่วนแบ่ง 20% และยุโรปที่ 13%
ประเทศจีนประเทศเดียวมีส่วนแบ่งมากถึง 11% โดยการเติบโตเป็นไปอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและแซงประเทศญี่ปุ่นไปแล้วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้ เมื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศออสเตรเลียกับประเทศในเอเชีย พบว่า 57% ของสินค้าส่งออกของออสเตรเลียส่งไปยังประเทศในเอเชีย ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นเคยมีส่วนแบ่งในสินค้าส่งออกของออสเตรเลียประมาณ 25% แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 20% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ได้แสดงว่าการส่งออกไปญี่ปุ่นของประเทศออสเตรเลียลดลง แต่เป็นเพราะว่าอัตราการเติบโตของสินค้าส่งออกไปญี่ปุ่นโตไม่ทันประเทศอื่น ๆ ต่างหาก เกาหลีใต้มีส่วนแบ่ง 8%
แต่ตลาดที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ ประเทศจีน ปลายเดือนเมษายนปี 2547 นายเหวิน เจีย เป่า นายกรัฐมนตรีจีนให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ถึงมาตรการที่จะชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไปของประเทศจีน บทสัมภาษณ์นี้ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจออสเตรเลียอย่างรุนแรง โดยตลาดหุ้นและค่าเงินออสเตรเลียดิ่งลงทันที เหตุการณ์ ‘The China Syndrome’ ครั้งนั้นสร้างความหวั่นไหวต่อเศรษฐกิจออสเตรเลีย เพราะ เศรษฐกิจส่วนหนึ่งของออสเตรเลียผูกติดกับความเป็นไปของเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะประเทศจีนอยู่ในช่วงการสร้างระบบเศรษฐกิจให้มั่นคง การลงทุนจึงสูง โดยเฉพาะการลงทุนทางด้านปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงงาน, การสร้างถนนหนทาง และการผลิตสินค้าที่ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศส่งออกรายใหญ่ของโลก ราคาวัตถุดิบไม่ว่าจะเป็นโลหะ, แร่เหล็ก, และพลังงาน ล้วนผูกติดกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศจีนทั้งสิ้น โดยเฉพาะการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวที่ประเทศออสเตรเลียเซ็นสัญญามูลค่า 30,000 ล้านดอลล่าร์ออสเตรเลีย (หนึ่งดอลล่าร์ออสเตรเลียประมาณ 28 – 30 บาทไทย) กับโรงงานในประเทศจีน รวมถึงสัญญาส่งแร่เหล็กหลักหมื่นล้านเหรียญในช่วงสองสามทศวรรษข้างหน้านี้
ในขณะที่สินค้านำเข้าจากจีนรวมถึงหลาย ๆ ประเทศในเอเชียกลับมีแนวโน้มลดลง
แนวโน้มดังกล่าวช่วยเพิ่มอำนาจในการซื้อให้กับออสเตรเลียเหลือคณานับ
อัตราการเติบโตของการส่งออกไปประเทศจีนมีมากถึง 13% ต่อปีและประเทศจีนกลายเป็นประเทศนำเข้าสินค้าออสเตรเลียอันดับสองรองจากญี่ปุ่นและเหนือกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา โดยไต่ขึ้นจากอันดับเก้า โดยที่ช่วงของการไต่จากอันดับเก้าสู่อันดับสอง มูลค่าการนำเข้ากลับเพิ่มมากเป็นสองเท่าทีเดียว
เมื่อพิจารณาในแง่สินค้าบริการ 20% ของการบริการส่งออกของออสเตรเลียอยู่ที่ประเทศเอเชียโดยสองในสามเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
หนึ่งในสี่ของค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวต่างประเทศของคนออสเตรเลียจ่ายให้กับประเทศเอเชีย ขณะเดียวกันการเคลื่อนย้ายคนระหว่างระหว่างออสเตรเลียกับเอเชียก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนำไปสู่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น มีนักเรียนนักศึกษาชาวเอเชียมากถึง 200,000 คนซึ่งรวมตัวผมเองด้วยในขณะนั้นที่เรียนอยู่ที่ออสเตรเลียทั้งในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย บางส่วนเมื่อเรียนจบก็หางานทำที่นี่เลย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็กลับบ้านเกิดของตนเอง แต่ความผูกพันทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างสองวัฒนธรรมย่อมเข้มแข็งขึ้นอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับอินเดีย อัตราการเติบโตระดับ 6% และคาดการณ์กันว่าจะขึ้นไปถึง 8% ต่อปีเป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองข้ามได้ถึงแม้ว่าอินเดียยังมีปัญหาการขาดดุลการค้าที่สูงและกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนที่ยังไม่ลงตัวนัก แต่หลายคนก็คาดการณ์กันว่า ปัญหาเหล่านี้จะถูกแก้ไขจนหมดสิ้นในไม่ช้า
ในเวลาที่ประเทศไทยกำลังจะเซ็นข้อตกลงการค้าเสรีกับออสเตรเลียนั้น สิงคโปร์กำลังจะฉลองครอบรอบหนึ่งปีการเซ็นข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศออสเตรเลีย
นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับสิบประเทศอาเซียนในเดือนพฤศจิกายนปี 2547 ที่ผ่านมาเพื่อเจรจาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของเขตการค้าเสรี
ปลายเดือนกรกฎาคมปี 2547 การเจรจาการค้าเสรีของประเทศออสเตรเลียกับประเทศมาเลเซียก็คืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง
เช่นเดียวกับข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศจีนกับออสเตรเลียที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น
หลาย ๆ ประเทศรวมถึงออสเตรเลียกลัวเขตการค้าเสรีอย่างอาฟต้า (AFTA) ที่จะมีผลอย่างเป็นทางการในปี 2010 รวมถึงเขตการค้าเสรีจีน – อาเซียน กอปรกับการตกลงในกรอบองค์กรการค้าโลก หรือ WTO คาราคาซังและไม่รู้ว่าจะรู้ผลเมื่อไร เอฟทีเอกลายเป็นกระแสข้อตกลงทางการค้าที่มาแรงที่สุดและหลาย ๆ ประเทศเร่งที่จะเจรจาเพราะพวกเขาไม่อยากตกขบวนรถไฟสายนี้ บทวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์ The Australian Financial Review เกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างออสเตรเลียกับมาเลเซียมองถึงอนาคตที่สดใสของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสองประเทศ โดยประเทศออสเตรเลียวางแผนที่จะลงทุนทางด้านการวิจัยในเขตไอที (Multimedia Super Corridor – MSC) ของมาเลเซีย ส่วนมาเลเซียก็จะอาศัยผลผลิตจากภาคเกษตรกรรมของออสเตรเลียในการผลิตอาหารฮาลาล สัดส่วนของรัฐมนตรีมาเลเซียที่เป็นผลผลิตจากระบบการศึกษาในออสเตรเลียทำให้แนวโน้มอนาคตระหว่างสองประเทศสดใสมากขึ้น หนังสือพิมพ์ The Australian Financial Review ให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลียว่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จาการส่งออกรถปิคอัพและรถบรรทุก โดยบอกว่าข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงการค้าเสรีฉบับแรกระหว่างประเทศออสเตรเลียกับประเทศกำลังพัฒนา โดยก่อนหน้านี้ออสเตรเลียเพิ่งเซ็นข้อตกลงทางการค้ากับนิวซีแลนด์, สิงคโปร์ และ สหรัฐอเมริกา ซึ่งล้วนเป็นประเทศพัฒนาแล้วทั้งสิ้น และสำหรับไทย นี่เป็นข้อตกลงแรกระหว่างประเทศไทยกับประเทศพัฒนาแล้ว
ในขณะที่บริษัทออสเตรเลียอย่าง BlueScope Steel และ Masterfoods จะประหยัดเงินที่ต้องเสียภาษีไปถึง 100 ล้านเหรียญในปีแรกที่ข้อตกลงการค้าเสรีมีผลบังคับใช้ ข้อตกลงนี้มีผลบังคับใช้ไปตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2548 ที่ผ่านมา โดยมีภาษีประมาณ 2,500 ชนิดจะลดลงเป็นศูนย์ในวันแรกของการบังคับใช้ ประมาณปี 2010 เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของการค้าระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลียจะปลอดภาษี
ข้อตกลงนี้เกี่ยวข้องกับการร่วมมือทางด้านการรักษาความความปลอดภัย, สิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยี, พลังงาน, การบิน, การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ, การอพยพเข้าเมือง, การศึกษาและการท่องเที่ยว รวมถึงการจัดประชุมร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของสองประเทศ
ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของออสเตรเลียกล่าวถึงข้อตกลงนี้ว่า จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของเอเชียและจะเพิ่มบทบาทของอาเซียนในการป้องกันการก่อการร้าย
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับจีนที่สร้างความไม่พอใจให้กับหลาย ๆ ฝ่าย โดยนักวิเคราะห์ทางด้านธุรกิจจาก IMA Asia กล่าวถึงข้อตกลงนี้ว่า เกษตรกรไทยไม่สามารถเพิ่มการส่งออกไปประเทศจีนได้ แต่ผลผลิตจากภาคเกษตรกรรมจีนกลับหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยเสียเอง
การเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีของไทยกับอีกแปดประเทศสร้างความไม่เชื่อมั่นในเขตการค้าเสรีที่จะจัดตั้งขึ้นในอนาคต รวมถึงข้อตกลงพหุภาคีอีกหลาย ๆ ฉบับด้วย ภาคธุรกิจของออสเตรเลียมีทั้งส่วนที่ยินดีกับข้อตกลง และมองเห็นถึงประโยชน์ที่พวกเขาจะได้อย่างชัดเจน ในขณะที่บางส่วนค่อนข้างผิดหวังกับข้อตกลงที่ออกมาโดยให้ความเห็นว่า ข้อตกลงนี้ทำให้เกิดการค้าเสรีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นในบางภาคธุรกิจ แต่มองว่าข้อตกลงนี้จะนำไปสู่ข้อตกลงในอนาคตกับสิบประเทศอาเซียน จากการศึกษาของ Centre for International Economics ในรายงาน The Australia – Thailand Free Trade Agreement: Economic Effects พบว่า ปัจจุบันการค้าระหว่างไทยและออสเตรเลียมีมูลค่าเท่ากับ 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา โดยออสเตรเลียส่งออกมาประเทศไทย 1,600 ล้านและไทยส่งออกไปออสเตรเลีย 2,000 ล้านเหรียญ การค้าระหว่างสองประเทศนี้จึงมีความสำคัญสำหรับประเทศไทยมากกว่าออสเตรเลีย เนื่องจากมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังออสเตรเลียคิดเป็น 1.6% ของจีดีพีของประเทศไทย ในขณะที่การส่งออกของออสเตรเลียไปไทยมีค่าเพียง 0.4% ของจีดีพีออสเตรเลียเท่านั้น
เมื่อพิจารณาถึงกำแพงภาษี ก็พบว่า อัตราภาษีนำเข้าของประเทศไทยจะสูงกว่าอัตราภาษีนำเข้าประเทศออสเตรเลียในเกือบทุกภาคอุตสาหกรรม แต่ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีทำให้กำแพงภาษีเหล่านี้ลดลงเกือบทั้งหมด
ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากข้อตกลงนี้สามารถสรุปได้ดังนี้
- การผลิต (วัดจากจีดีพีที่แท้จริง) และการกินดีอยู่ดี (วัดจากการบริโภคที่แท้จริง) จะเพิ่มขึ้นทั้งสองประเทศ
- จีดีพีของออสเตรเลียจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.01% และเพิ่มสูงสุดที่ระดับต่ำกว่า 0.03% ในปี 2010 ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นของจีดีพีเท่ากับ 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐภายในยี่สิบปีข้างหน้า ในขณะที่การบริโภคที่แท้จริงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและสูงสุดที่ 0.04% ในปี 2012 ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงยี่สิบปีข้างหน้า
- จีดีพีของไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.16% ในปี 2005 และเพิ่มสูงสุดที่ระดับ 0.45% ตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐภายในยี่สิบปีข้างหน้า ในขณะที่การบริโภคที่แท้จริงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและสูงสุดที่ 0.85% ในปี 2020 โดยคิดเป็น 4,600 ล้านเหรียญสหรัฐภายในยี่สิบปีข้างหน้า
- อัตราการเพิ่มของไทยคิดเป็นสามเท่าของการเพิ่มในประเทศออสเตรเลีย จึงเห็นว่าผลประโยชน์ทางการค้าภายใต้ข้อตกลงนี้จะให้ประโยชน์สำหรับประเทศไทยมากกว่า
- ข้อตกลงเสรีนี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของตลาดภายในประเทศของทั้งสองประเทศ และจะทำให้การลงทุนที่แท้จริงเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค (สอบ.) ของไทยได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย โดยแสดงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภคภายในประเทศในด้านการบริโภคอาหารและอำนาจอธิปไตยที่อาจจะถูกครอบงำได้
เช่นเดียวกับที่กลุ่มศึกษาข้อตกลงการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ในประเทศไทยได้เป็นแกนนำในการคัดค้านการเซ็นข้อตกลงการค้าเสรี และทำให้กระแสเรื่องเอฟทีเอยิ่งกระจายไปทั่วประเทศ
ในมุมมองของ “นิติภูมิ นวรัตน์” เห็นว่า ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย เปรียบเสมือนดาบที่รัฐบาลไทยนำไปถวายให้เกษตรกรออสเตรเลียนำมาใช้ฟันมือเกษตรกรไทย
ไม่ว่าจะมีผู้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลียได้สำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับอีกหลาย ๆ ประเทศจะตามมาในอีกไม่ช้า กระแสการเคลื่อนไหวคัดค้านและเห็นด้วยก็คงจะเข้มข้นขึ้นไปเรื่อย ๆ
ปรากฏการณ์ “พระอาทิตย์ทรงกลด” ที่พลันเกิดขึ้นในวันที่ประชาชนจากหลากหลายองค์กรมารวมตัวกันที่ลานหน้าพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 เพื่อคัดค้านการลงนามเอฟทีเอในปี 2547 จะบ่งบอกอะไรหรือไม่ก็ตาม
แต่พวกเราคงหนีเอฟทีเอไม่พ้นแล้วครับ
อ่านเพิ่มเติม:
- Salvatore, Dominich. International Economics,
New York: John Wiley & Sons, 2001. - Krueger, A. O., ‘Are Preferential Trading Arrangements Trade-Liberalizing or Protectionist?’, Journal of Economic Perspectives, Vol. 13 (4), หน้า 105 – 124.
- ‘Free trade? Booming
Asia is where it’s at’, คอลัมน์ Gittings on Saturday โดย Ross Gittings หนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ฉบับวันที่ 10 – 11 กรกฎาคม 2004 หน้า 44 - ‘Malaysia queues behind
China for Australia FTA’, คอลัมน์ Asia-Pacific โดย Rowan Callick หนังสือพิมพ์ The Weekend Australian Financial Review ฉบับวันที่ 3 – 4 กรกฎาคม 2004 หน้า 34 - ‘Hopes deal will foster bigger foothold in
Asia’, หนังสือพิมพ์ The Australian Financial Review ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม 2004 หน้า 9 - ‘Thailand FTA disappoints on services: Minter’, หนังสือพิมพ์ The Weekend Australian Financial Review ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม 2004 หน้า 9
- “ตัดมือเกษตรกรไทย”, คอลัมน์ เปิดฟ้าส่องโลก โดย นิติภูมิ นวรัตน์, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่
- “อ่านเอาเรื่อง เอฟทีเอ”, โดย เกสร สิทธิหนิ้ว, นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 231 พฤษภาคม 2547
- Department of Foreign Affairs and Trade, http://www.dfat.gov.au/trade/negotiations/aust-thai/
- A Business Guide to the Thailand –
Australia Free Trade Agreement (TAFTA), Department of Foreign Affairs and Trade - Australia –
Thailand Free Trade Agreement: Final Subject to Approval by Governments - Australia –
Thailand Free Trade Agreement: Benefits for Australian Exporters, Department of Foreign Affairs and Trade - ความตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย: คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ
- ความตกลงการค้าเสรีไทย – ออสเตรเลีย, http://www.dtn.moc.go.th/web/147/153/659/index_th.asp?G_id=659
- The Australia – Thailand Free Trade Agreement: Economic Effects, Centre for International Economics, Canberra &
Sydney, 2004 - กลุ่มศึกษาข้อตกลงการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch), http://www.ftawatch.org
- “วันพระอาทิตย์ทรงกลด การเคลื่อนไหวคัดค้านเอฟทีเอเริ่มต้นขึ้นแล้วในประเทศไทย” โดย FTA Watch
- “การค้าเสรีในเอฟทีเอ: ภัยคุกคามใหม่” โดยสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ คอลัมน์ คลื่นสังคม, เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 5 – 11 กรกฎาคม 2547