ผมชอบริมแม่น้ำบริสเบนยามบ่ายสามวันอาทิตย์ โดยเฉพาะในวันที่เราไม่ทำอาหารเย็นกินเอง แต่นัดกันไปหาอาหารเย็นกินกันนอกบ้าน ซึ่งอาจจะเป็นแถวโกลด์โคสต์หรือเข้าเมืองไปหาร้านอร่อย ๆ กินกัน ยามบ่ายสามแสงจากดวงอาทิตย์สาดส่องกระทบผิวน้ำเป็นแสงระยิบระยับสวยงาม เรือเฟอร์รี่ซึ่งที่นี่เรียกว่า “ซิตี้แค็ท (City Cat)” แล่นฉิวผ่านไป ในขณะที่ริมแม่น้ำมีผู้คนมาวิ่งออกกำลังกายกันหนาตา วูบหนึ่งมันให้ความรู้สึกของคนไกลบ้านที่กลายมาเป็นคนแปลกหน้าที่เมืองนี้ที่แต่ละวันมักจะมีความเหงาเข้ามาแซมอยู่บ่อยครั้ง แต่อีกวูบหนึ่งเป็นความรู้สึกของอนาคตที่เรืองรองเหมือนแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนผิวน้ำ แม้สุดท้ายแล้วความมืดก็จะมาครอบงำทุกสิ่งทุกอย่างก็ตาม
ผมห่างหายจากบริสเบนมากว่าหนึ่งปีครึ่งแล้ว แต่ความผูกพันกับเมืองบริสเบนยังคงเหนียวแน่นยากที่จะขาดจากกันไปได้ ความผูกพันกับเมืองบริสเบนของผมนั้นเริ่มต้นจากภาพเขียนที่ผมถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองได้แก่ภาพที่ชื่อว่า “under jacaranda tree” ซึ่งเป็นภาพที่วาดขึ้นมากว่า 100 ปีแล้วโดย R. Godfrey Rivers ซึ่งผมไปพบโดยบังเอิญขณะเดินชมภาพที่ Art Gallery ใจกลางเมืองบริสเบนในวันที่สองที่ใช้ชีวิตในเมืองนี้ หลังจากนั้นมันกลายเป็นความผูกพันจนกลายมาเป็นชื่อคอลัมน์ในนิตยสารผู้จัดการรายเดือนเป็นเวลาสองปีกว่าซึ่งผมใช้ชื่อภาษาไทยว่า “ใต้ต้นจาคารันดา”
“ใต้ต้นจาคารันดา” เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผ่านมุมมองของนักเรียนไทยคนหนึ่งที่จับพลัดจับผลูได้ไปเรียนเศรษฐศาสตร์ที่นั่น โดยเป็นมุมมองทั้งทางด้านการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม และวัฒนธรรม เป็นเรื่องโชคดีที่ตลอดเวลา 2 ปี 4 เดือนที่ผมไปใช้ชีวิตอยู่นั้นมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น เศรษฐกิจขาขึ้นที่ผมเรียกมันว่าเป็นเศรษฐกิจผีเสื้อ (Butterfly Economy) เพราะมันมีสภาพที่พร้อมจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ อยู่ตลอดเวลา การเมืองที่พรรคแรงงานเริ่มโดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถก้าวข้ามความยิ่งใหญ่ของ จอห์น โฮเวิร์ด ได้ สังคมออสเตรเลียที่ประเด็นเรื่องความสมานฉันท์ระหว่างเชื้อชาติต่าง ๆ อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการขาดสะบั้นอยู่ตลอดเวลาหลังจากที่ถูกแรงถาโถมครั้งใหญ่สมัย พอลลีน แฮนสัน ครอบงำความคิดของคนออสเตรเลียอยู่ช่วงหนึ่งและชาวออสเตรเลียก็หลุดพ้นภาวะนั้นมาแล้ว และสังคมบันเทิงแบบเรียลลิตี้ที่เกือบจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของวงการบันเทิงออสเตรเลียไป
แต่เรื่องราวต่าง ๆ ก็ดำเนินไปตามครรลองของมัน สังคมมีการเติบโต, มีการเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่สังคมออสเตรเลียเองก็ยังมองไม่เห็นอนาคตที่ชัดเจนนัก นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเสียดายอยู่ลึก ๆ ที่ไม่สามารถนั่งติดตามเฝ้ามองสังคมออสเตรเลียได้อย่างใกล้ชิดเหมือนเคย ทำได้แต่อ่านข่าวคราวและติดตามจากเว็บไซท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับออสเตรเลีย
การที่จะมานั่งเขียนคอลัมน์เหมือนเดิมก็ยังเป็นที่กระอักกระอ่วนใจอันเนื่องจากการเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว ความเชื่อถือเชื่อมั่นอาจจะลดลงไป โลกของบล็อกจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ ผมอยากจะเขียนภาคต่อของ “ใต้ต้นจาคารันดา” ที่สะท้อนความเป็นไปของออสเตรเลียในมุมมองของอดีตนักเรียนไทยในเมืองบริสเบนที่แม้ตัวจะห่าง แต่ใจยังผูกพันอยู่ตลอดเวลา
ภาคต่อของ “ใต้ต้นจาคารันดา” อาจจะเป็นภาพที่พร่ามัวไม่ชัดเจนเหมือนเคย ถึงอย่างไรก็อาจจะทำให้หลาย ๆ คนที่สนใจออสเตรเลียเข้าใจมันบ้างในบางส่วน
ผมกลับมาเขียน “ใต้ต้นจาคารันดา” อีกครั้งในขณะที่ออสเตรเลียกำลังจะข้ามผ่านจากฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งความผันผวนของอากาศทำให้ฤดูร้อนมาเยือนเร็วกว่าเคยมากขึ้น ๆ ดอกจาคารันดาสีม่วงที่บานเป็นชุดที่สองของปียังพอมีให้เห็นอยู่บ้างประปราย ตอนนี้คนเมืองบริสเบนคงอยากจะให้ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์เร็ว ๆ เพื่อไปพักผ่อนตากอากาศหลบลมร้อนในเมือง นักศึกษากำลังเตรียมตัวเปิดเทอมอีกครั้งหลังจากหยุดยาวสามเดือน นักเรียนต่างชาติเตรียมต้อนรับเพื่อนใหม่จากประเทศของตนเพื่อจะได้รับกลิ่นอายจากดินแดนบ้านเกิดที่ห่างหายไปนาน
“ใต้ต้นจาคารันดา” เปิดเทอมอีกครั้ง แสงแดดยามบ่ายสามวันอาทิตย์ยังคงสาดส่องกระทบผิวน้ำเหมือนเคย ซิตี้แค็ทยังคงแล่นฉิวผ่านผู้คนที่วิ่งออกกำลังกายตลอดริมน้ำ ดอกจาคารันดาดอกหนึ่งปลิดปลิวตกบนพื้นใต้ต้น เด็กน้อยหยิบมันขึ้นมาดอมดมพร้อมกับจินตนาการถึงวันที่เมืองเป็นสีม่วงและทั่วพื้นเป็นพรมสีคราม
under jacaranda tree กลับมาแล้วครับ!!!
เมษายน 9, 2007 at 12:43 pm
Good site!!!