สี่เดือนของการใช้ชีวิตในอัฟกานิสถานของ Åsne Seierstad นักข่าวสงครามสาวชาวนอร์เวย์ ซึ่งผ่านประสบการณ์การทำข่าวสงครามทั้งในรัสเซีย จีน โคโซโว และ อัฟกานิสถาน ซึ่งรวมถึงสงครามบุกอิรักล่าสุดนี้ด้วย ทำให้เธอสามารถเขียนหนังสือ ชื่อ The Bookseller of Kabul หรือ คนขายหนังสือแห่งเมืองคาบูล หรือที่คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา แปลหนังสือเล่มนี้และตั้งชื่อไว้ว่า ถนนหนังสือสายคาบูล ซึ่งฉายภาพให้เห็นถึงชีวิตของคนอัฟกานิสถานภายหลังการสิ้นสุดอำนาจของตาลีบัน หรือ ภายหลังการบุกถล่มของสหรัฐอเมริกา
ชีวิตของคนขายหนังสือแห่งเมืองคาบูล ต้องฝ่าฟันการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดทางการเมืองหลายห้วงหลายสมัย นับแต่การเข้ามามีอำนาจของรัสเซีย ซึ่งทำให้หนังสือแนวคอมมิวนิสต์กลายเป็นหนังสือยอดฮิต ก่อนที่ตาลีบันจะเข้ามามีอำนาจ และทำให้หนังสือที่ไม่ใช่แนวคำสอนทางศาสนาอิสลามถูกเผาทิ้งไปเกือบหมด หลังตาลีบันหมดอำนาจ หนังสือจากนอกประเทศอัฟกานิสถานโดยเฉพาะจากประเทศปากีสถานเริ่มเข้ามาวางขายมากขึ้น พร้อมกับอิสระทางการอ่านที่มากขึ้นเรื่อย ๆ
คนขายหนังสือแห่งเมืองคาบูลผู้เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโลกภายนอกกับภายในของอัฟกานิสถาน ต้องพยายามซ่อนหนังสือเมื่อทางการเข้าตรวจค้น หลายโอกาสต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในคุกเพราะขายหนังสือต้องห้าม คนขายหนังสือแห่งเมืองคาบูลจึงขายหนังสือด้วยจิตวิญญาณจริง ๆ
ที่สำคัญ ที่นี่อิทธิพลของ แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ และ รหัสลับดา วินซี ยังเข้ามาไม่ถึง
สำหรับคนขายหนังสือที่ออสเตรเลีย บรรยากาศแตกต่างจาก คาบูล อย่างสิ้นเชิง ที่นี่ทุกคนได้รับสิทธิ์ในการอ่านหนังสืออย่างเต็มที่ ร้านหนังสือที่นี่มีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ร้านขายหนังสือพิมพ์ ร้านหนังสือที่เป็นแฟรนไชส์ ร้านหนังสือเฉพาะกลุ่ม และร้านหนังสือตามห้างสรรพสินค้าและดิสเคาน์สโตร์ต่าง ๆ
ร้านขายหนังสือพิมพ์จะมีส่วนที่ขายหนังสือเล่ม ซึ่งส่วนมากจะเป็นหนังสือประเภทนิยายปกอ่อนประเภทที่เว็บไซท์ Faylicity เรียกว่า หนังสือพลิกหน้าเร็ว หรือ หนังสือที่ติดอันดับขายดี รวมถึงหนังสือลดราคา ร้านหนังสือที่เป็นแฟรนไชส์ จะขายหนังสือหลากหลายประเภท ร้านหนังสือประเภทนี้จะคล้าย ๆ ร้านบีทูเอสหรือร้านเอเซียบุ้คบ้านเรา โดยหนังสือในร้านจะรับมาจากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ โดยร้านเหล่านี้จะไม่มีสำนักพิมพ์เป็นของตัวเอง แต่แตกต่างจากร้านแฟรนไชส์ในเมืองไทยอย่างซีเอ็ดฯหรือร้านนายอินทร์ที่จะมีบริษัทแม่เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ด้วย
ร้านหนังสือเฉพาะกลุ่ม จะเป็นร้านหนังสือที่ขายหนังสือเฉพาะด้าน เช่น คอมพิวเตอร์ หรือ ธุรกิจ นอกจากนี้ยังรวมถึงร้านหนังสือที่ขายหนังสือทางเลือก ซึ่งมักจะเป็นหนังสือที่อ่านกันเฉพาะกลุ่ม แต่บางเล่มอาจจะเป็นหนังสือขายดีด้วยก็ได้
ร้านหนังสือตามห้างสรรพสินค้าและดิสเคาน์สโตร์ โดยมากจะเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหรือหนังสือของนักเขียนชื่อดัง ซึ่งมักจะมีการลดราคาอยู่เป็นประจำในร้านหนังสือประเภทนี้
ร้านหนังสือที่ออสเตรเลียส่วนใหญ่จะเน้นการเข้าถึงผู้อ่านโดยอาศัยการแนะนำของพนักงานขายโดยตรง โดยเฉพาะในหมู่ร้านหนังสือขนาดเล็ก หรือ ร้านหนังสือเฉพาะทางซึ่งยังมีค่อนข้างมาก และยังสามารถอยู่รอดได้ในวงการร้านขายหนังสือที่นี่ ในขณะที่ร้านหนังสือแฟรนไชส์หรือร้านหนังสือขนาดใหญ่ นอกจากการแนะนำโดยเขียนความเห็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น ๆ ของพนักงานขายติดไว้ตามชั้นวางหนังสือแล้ว ยังอาศัยการจัดอันดับหนังสือเป็นตัวกระตุ้นยอดขายด้วย
เมื่อมองถึงยอดการพิมพ์หนังสือของออสเตรเลียในแต่ละปี พบว่ามีมากถึง 8,500 ปกต่อปี เมื่อนับรวมถึงหนังสือที่นำเข้าจากประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาแล้ว ประเทศออสเตรเลียถือว่าเป็นสวรรค์ของหนอนหนังสือประเทศหนึ่งเลยทีเดียว เพราะประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการอยู่แล้ว นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับประเทศอังกฤษ ทำให้หนังสือจากประเทศอังกฤษถูกนำเข้ามาขายในแต่ละปีจำนวนมาก
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนจากหลากหลายท้องที่ทั่วโลกอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลียเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลากหลายเผ่าพันธุ์ หนังสือหลากหลายภาษาก็ถูกนำเข้ามาป้อนความคิดของคนหลากหลายกลุ่มเช่นเดียวกัน เราจึงสามารถหาอ่านหนังสือที่หลากหลายรูปแบบและวัฒนธรรมได้ที่นี่
ด้วยจำนวนหนังสือที่ผลิตภายในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมาก ไม่น่าแปลกใจที่ในปี 2003 ยอดขายหนังสือโดยรวมจึงสูงขึ้นไปถึง 1,500 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (หนึ่งเหรียญออสเตรเลียประมาณ 28 บาทไทย) และ Nielsen BookScan ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดทำวิจัยข้อมูลทางด้านการขายหนังสือของออสเตรเลีย ก็คาดการณ์ว่า ยอดขายในปี 2004 จะเพิ่มขึ้นจากปี 2003 ถึง 5.2% โดยเฉพาะยอดขายในช่วงเทศกาลสำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ หรือ วันพ่อ และ วันแม่ ซึ่งทำให้ธุรกิจหนังสือกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มากธุรกิจหนึ่งที่นี่
อย่างไรก็ดี มิใช่ว่าผู้ขายทุกราย ผู้พิมพ์ทุกเจ้า และนักเขียนทุกคน จะได้รับผลประโยชน์อย่างถ้วนหน้า
ทุกวันนี้ คนขายหนังสือที่ออสเตรเลียต่างออกมาบ่นกันถึงจำนวนหนังสือที่มากมายแทบล้นตลาด และหนังสือที่มากมายอย่างนี้ ทำให้ร้านหนังสือคล้ายโรงหนังเข้าไปทุกที ๆ แล้ว นั่นคือ หนังสือก็เปรียบเสมือนหนังเรื่องหนึ่ง เมื่อวางบนชั้นหนังสือแล้ว มันมีเวลาพิสูจน์ตัวเองไม่กี่อาทิตย์ ถ้าไม่ได้รับความนิยม มันก็จะถูกนำไปวางไว้ชั้นหนังสือชั้นหลัง ๆ หรืออาจจะนำออกจากร้านหนังสือไปเลยก็ได้ เปรียบเสมือนหนังที่ไม่ได้รับความนิยม ก็จะหลุดจากโรงภายในไม่กี่สัปดาห์
หลังจากนั้นมันอาจจะไปอยู่ในกลุ่มหนังสือลดราคา หรือไปอยู่ในตลาดหนังสือมือสองเลยก็ได้
หนังสือในปัจจุบันมีราคาแพงขึ้น ๆ ในขณะที่งบประมาณรายจ่ายเพื่อความบันเทิงของคนออสเตรเลียมีอยู่จำกัด ทำให้การแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งรายจ่ายเพื่อความบันเทิงดุเดือดเลือดพล่านขึ้นทุกวัน ๆ โดยเฉพาะจากรูปแบบความบันเทิงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดีวีดี, เกม หรือ อินเตอร์เน็ต ทำให้การเลือกซื้อหนังสือของคนออสเตรเลียมักจะพิจารณาจากนักเขียนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เพราะ พวกเขารู้จักอยู่แล้ว ทำให้มั่นใจว่าไม่เสียดายเงินแน่นอน
นอกจากนี้ หนังสือแต่ละเล่มที่ออกมาถ้าสามารถจับความต้องการของผู้อ่านได้แล้ว ก็จะไปแย่งส่วนแบ่งยอดขายของนักเขียนรายอื่น ๆ อย่างเช่นเมื่อปี 2004 หนังสือทำอาหาร ชื่อ Cook’s Companion ที่มีราคาสูงถึง 125 เหรียญ ซึ่งสูงกว่าหนังสืออ่านเล่นทั่ว ๆ ไปกว่า 4 – 5 เท่า กลับมียอดขายถึง 42,884 เล่ม ซึ่งส่งผลให้ยอดขายของร้านหนังสือต่าง ๆ เติบโตอย่างเห็นได้ชัด
เช่นเดียวกับ หนังสือนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาที่สร้างกระแสโด่งดังไปทั่วโลกอย่าง รหัสลับดาวินซี หรือ The Da Vinci Code ซึ่งเขียนโดย แดน บราวน์ (Dan Brown) ก็มาถอดรหัสลับกันที่ออสเตรเลียนี้ด้วย และติดอันดับหนังสือขายดีมาตลอดปี 2004 และมีแนวโน้มว่าจะติดอันดับไปอีกหลายเดือน โดยในปี 2004 ฉบับปกอ่อนซึ่งขายในราคา 19.95 เหรียญ ขายได้ถึง 547,674 เล่ม และฉบับราคา 29.95 เหรียญขายได้ 75,069 เล่ม และในช่วงปี 2005 ยังคงขายได้ประมาณ 14,000 เล่มต่อสัปดาห์ ซึ่งรวมถึงหนังสือเล่มอื่น ๆ ที่เขียนโดย แดน บราวน์ ก็ติดอันดับหนังสือขายดีเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เทวากับซาตาน หรือ Angels and Demons ขายได้ 218,206 เล่ม, ล่ารหัสมรณะ หรือ Digital Fortress ขายได้ 109,983 เล่ม และ Deception Point ขายได้ 102,041 เล่ม ในปี 2004
รวมแล้ว หนังสือของ แดน บราวน์ คนเดียวมียอดขาย 17 ล้านเหรียญออสเตรเลีย
ในกลุ่มหนังสือที่ไม่ใช่นิยาย คนออสเตรเลียนิยมซื้อหนังสือ Guinness World Records 2005 ซึ่งขายได้ถึง 124,121 เล่ม ซึ่งคิดเป็น 3 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ในขณะที่หนังสือ A Short History of Nearly Everything ขายได้ 80,183 เล่ม
หนังสือที่คนออสเตรเลียให้ความสนใจ และมียอดขายสูง คือ หนังสือแนวอาชญากรรม, ท่องเที่ยว, ทำอาหาร และ ประวัติชีวิต ซึ่งในปี 2004 หนังสือ My Life ของ บิล คลินตัน (Bill Clinton) อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็มียอดขายถึง 58,590 เล่ม
อย่างไรก็ตาม ยอดขายหนังสือที่มากมายเหล่านี้ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ถูกอิทธิพลของสื่อครอบงำ โดยเฉพาะอันดับหนังสือขายดีในแต่ละสัปดาห์ที่ปัจจุบันเหล่าหนังสือพิมพ์มักจะใช้แหล่งข้อมูลแหล่งเดียวกัน คือ การวิจัยของ BookScan และเท่าที่ผมสังเกตก็เห็นค่อนข้างตรงกันว่า เมื่อสองปีก่อน เวลาพลิกหน้าหนังสือพิมพ์เซ็กชั่นหนังสือในแต่ละสัปดาห์จะเห็นรายงานอันดับหนังสือขายดีจากร้านหนังสือหลาย ๆ ร้านสลับกันไป และทำให้ต้องอ่านเซ็กชั่นหนังสือจากหนังสือพิมพ์หลาย ๆ เล่มเพื่อดูอันดับหนังสือขายดี ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปตามท้องที่และรูปแบบร้านหนังสือ เพราะหนังสือพิมพ์ที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เช่น หนังสือพิมพ์ของเมืองซิดนีย์ เมลเบิร์น และบริสเบน เป็นต้น และพฤติกรรมการอ่านของคนในแต่ละเมืองก็แตกต่างกันไป อันดับหนังสือขายดีก็แตกต่างกันไปด้วย การรายงานอันดับหนังสือขายดีแบบนี้ทำให้เราได้รู้จักหนังสือที่หลากหลายมากขึ้น ในขณะที่ในช่วงปี 2004 นั้นผมสามารถอ่านรายงานอันดับหนังสือขายดีในแต่ละสัปดาห์ได้จากหนังสือพิมพ์เล่มใดก็ได้สักเล่มหนึ่ง เพราะ ข้อมูลตรงกันหมด ทำให้ขอบเขตความรู้เรื่องหนังสือของผมจำกัดลงทุกสัปดาห์ ๆ เพราะผมก็จะรู้จักหนังสือแค่ไม่กี่เล่ม
ซึ่งการรายงานจากแหล่งข้อมูลเดียวนี้ ส่งผลต่อยอดขายหนังสืออย่างชัดเจน เพราะอันดับหนังสือขายดีมีผลต่อพฤติกรรมการซื้อหนังสือ นอกจากนี้ พื้นที่หนังสือพิมพ์ที่น้อยทำให้การรายงานอันดับหนังสือขายดีทำได้แค่ 10 อันดับเท่านั้น บางสัปดาห์หนังสือทั้งสิบเล่มก็ขยับสับเปลี่ยนตำแหน่งกันภายในพื้นที่สิบอันดับ โลกการอ่านของคนออสเตรเลียจึงแคบลงเหลือแค่หนังสือสิบเล่มเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การแนะนำหนังสือแต่ละเล่มในแต่ละสัปดาห์ก็พอจะช่วยให้โลกการอ่านกว้างขึ้น แต่ปัญหาก็คือ พื้นที่แนะนำก็มีจำกัดเช่นกันและต้องแบ่งพื้นที่นั้นให้เหล่าหนังสือขายดีด้วย
ผลกระทบอย่างใหญ่หลวงคือ เป็นเรื่องยากที่นักเขียนใหม่ ๆ จะแจ้งเกิด เมื่อบวกกับรูปแบบหนังสือที่คล้ายการฉายหนังเข้าไปทุกที ๆ แล้ว ไม่แปลกว่า ถึงแม้หนังสือจะมีการตีพิมพ์ปีละ 8,500 ปกต่อปีที่นี่ กลับมีคนประสบความสำเร็จเพียงไม่กี่คน การตีพิมพ์หนังสือจึงง่ายกว่าการประสบความสำเร็จหลายเท่านัก และเราก็มักจะได้ยินแต่เรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ ส่วนคนที่ล้มเหลวก็หายไปจากความทรงจำของผู้คน หรือบางคนยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักเลยด้วยซ้ำ
ช่องว่างระหว่างนักเขียนขายดีกับนักเขียนหน้าใหม่หรือนักเขียนดาด ๆ กว้างมากขึ้นทุกที ๆ เมื่อนักเขียนหน้าใหม่ขายหนังสือไม่ได้ โอกาสที่จะได้รับการตีพิมพ์เล่มต่อ ๆ ไปก็เลือนลางลงไป
อย่างไรก็ดี มิใช่ว่านักเขียนหน้าใหม่จะหมดโอกาสไปเสียทีเดียว เพราะในปี 2004 ออสเตรเลียก็แจ้งเกิดนักเขียนหน้าใหม่ขึ้นมาหลายคน พร้อมกับผลงานที่สร้างความประทับใจให้กับผู้อ่าน ซึ่งทำให้พวกเขาได้โอกาสที่จะเขียนหนังสือเล่มต่อ ๆ ไป (ดูตารางที่ 3 เพิ่มเติม)
จุดที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งของวงการหนังสือออสเตรเลีย คือ การออกแบบหนังสือ โดยเฉพาะการออกแบบปกก็มีผลต่อยอดขายด้วยเช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น หนังสือทำอาหาร ชื่อ The Instant Cook ซึ่งเขียนโดย Donna Hay ออกแบบหน้าปกเป็นสีขาว ดูสะอาดสดใส ส่งผลต่อยอดขายสูงถึง 55,650 เล่มในปีที่ผ่านมา
สำนักพิมพ์บางเจ้าถึงกับกล่าวว่า หน้าปกหนังสือเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าเราสามารถทำหน้าปกให้ถูกใจแล้ว โอกาสที่จะขายได้มีเพิ่มขึ้นถึง 50% ทีเดียว
สาเหตุที่สำคัญ ก็คือ ปัจจุบันแนวโน้มที่มองหนังสือเป็นสิ่งสวยงามมีมากขึ้น ๆ เพราะหนังสือถูกใช้เป็นของขวัญ ซึ่งจะคงอยู่ถาวร และใช้ประดับตกแต่ง มากกว่าอ่านครั้งเดียวแล้วโยนทิ้งไป หรือ เก็บเข้ากรุ
และด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้เราสามารถออกแบบหนังสือให้สวยงามและน่าสนใจได้มากขึ้น ๆ
เมื่อเทศกาลต่าง ๆ ใกล้เข้ามา จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นร้านหนังสือจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายโดยอิงกับเทศกาลต่าง ๆ ได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการออกหนังสือใหม่เพื่อต้อนรับวันพ่อและวันแม่ เป็นต้น
ตอนนี้ผมกำลังคร่ำเคร่งกับการอ่าน The Plot against America ซึ่งเขียนโดย Philip Roth ซึ่งเป็นนิยายประวัติศาสตร์การเมืองที่จินตนาการถึง ความหวาดกลัวของคนในสังคม ถ้า ชาร์ลส์ เอ. ลินด์เบิร์ก (Charles A. Lindbergh) ซึ่งเป็นนักบินชาวอเมริกันที่สร้างชื่อเสียงจากการขับเครื่องบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังกรุงปารีสรวดเดียว 33 ชั่วโมงเป็นคนแรกของโลกและมีแนวคิดชื่นชมฮิตเลอร์ ชนะ แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) จนได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแทน อะไรจะเกิดขึ้นกับชาวยิวในอเมริกา
คุณล่ะ อ่านอะไรกันอยู่บ้างครับ
อ่านเพิ่มเติม:
- ‘Not all books are a licence to print money’, หนังสือพิมพ์ The Australian Financial Review ฉบับวันที่ 14 มกราคม 2005 หน้า 76 – 77
- Åsne Seierstad (2003), The Bookseller of Kabul,
London: A Little, Brown Book.
- ‘A Profession brought to book’, หนังสือพิมพ์ The Weekend Australian, ฉบับวันที่ 15 – 16 มกราคม 2005 หน้า 21
- ‘The Big Reads’, หนังสือพิมพ์ The Weekend Australian, ฉบับวันที่ 1 – 2 มกราคม 2005 หน้า R4 – R6
- ‘The colour of paydirt’, หนังสือพิมพ์ The Weekend Australian, ฉบับวันที่ 1 – 2 มกราคม 2005 หน้า R7
London: A Little, Brown Book.