ในขณะที่นายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ จุลานนท์ กำลังเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อเซ็นสนธิสัญญาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อย่างเป็นทางการท่ามกลางความวุ่นวายของผู้ที่คัดค้านการเซ็นสัญญาครั้งนี้   ผมอยากจะย้อนภาพไปเมื่อปี 2547 สมัยที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปเป็นสักขีพยานการลงนาม (เอฟทีเอ) ไทย ออสเตรเลียระหว่าง วัฒนา เมืองสุขอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยในสมัยนั้นกับ มาร์ก เวลรัฐมนตรีการค้าของออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2547 หลังจากเริ่มเจรจากันตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2545 

พร้อมกับกระแสคุกรุ่นของกลุ่มคนไทยหลาย ๆ ฝ่ายที่คัดค้านการเซ็นข้อตกลงการค้านี้ 

ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจจะมีระดับความเข้มข้นของการรวมกลุ่มที่แตกต่างกันไป เริ่มตั้งแต่ระดับเบาบางสุด คือ Preferential trade agreement เข้มข้นขึ้น คือ free trade areas, customs unions, common markets และสูงสุด คือ economic unions  Preferential trade agreement จะเป็นการรวมกลุ่มที่จะให้สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกในกลุ่มโดยลดข้อจำกัดทางการค้าระหว่างกันลงระดับหนึ่ง แต่วิธีนี้ถือเป็นการลดระดับที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับการรวมแบบอื่น ๆ ตัวอย่างของการรวมกลุ่มแบบนี้ เช่น ข้อตกลง British Commonwealth Preference Scheme ในปี 1932 ซึ่งกำหนดโดยสหราชอาณาจักรในขณะนั้นกับประเทศซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักรมาก่อน Free trade area เป็นรูปแบบการรวมกลุ่มที่ประเทศสมาชิกจะยกเลิกข้อกีดขวางทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันทั้งหมด   แต่ยังคงข้อกีดขวางสำหรับประเทศนอกกลุ่มอยู่   ตัวอย่างของ Free trade area เช่น นาฟต้า (NAFTA) ซึ่งเป็นข้อกำหนดของประเทศสหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก ในปี 1993 และ Southern Common Market (Mercosur) โดยประเทศอาร์เจนตินา, บราซิล, ปารากวัย และ อุรุกวัย ในปี 1991 Customs union จะยกเลิกข้อกีดขวางและอาจรวมถึงภาษีสำหรับประเทศสมาชิกและจะกำหนดนโยบายทางการค้าในลักษณะเดียวกันกับประเทศอื่น ๆ ที่เหลือทั่วโลก เช่น อาจจะกำหนดอัตราภาษีทั่วไปไว้   ตัวอย่างของ Customs union เช่น อียู (EU) หรือ European

Common Market ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 1957 โดยประเทศเยอรมันตะวันตก (ในขณะนั้น), ฝรั่งเศส, อิตาลี, เบลเยียม, เนเธอร์แลนด์ และ ลักเซมเบอร์ก Common market จะเพิ่มระดับเหนือ Customs union โดยอนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานและทุนอย่างเสรีในกลุ่มสมาชิก   อียูเริ่มต้นรูปแบบ Common market ในปี 1993 Economic union จะกำหนดนโยบายหรืออาจจะรวมนโยบายทางการเงินและการคลังของประเทศสมาชิกทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียวของกลุ่ม   Economic union ถือเป็นระดับการรวมกลุ่มที่ก้าวหน้ามากที่สุด   ตัวอย่างของ Economic union เช่น Benelux ซึ่งเป็นกลุ่มเศรษฐกิจของประเทศเบลเยียม, เนเธอร์แลนด์ และ ลักเซมเบอร์ก หรือ ประเทศสหรัฐอเมริกาที่กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจการเงินการคลังรวมกันของแต่ละรัฐ นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบการรวมกลุ่มที่พัฒนาขึ้นมาในลักษณะเดียวกับ Customs union เช่น duty-free zones หรือ free economic zones ซึ่งเป็นการกำหนดพื้นที่ทางเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศโดยจะมีการให้สิทธิ์พิเศษในเรื่องภาษี เช่น อาจจะกำหนดภาษีเป็นศูนย์สำหรับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ระดับกลาง โปรเฟสเซอร์ทางเศรษฐศาสตร์อย่าง Krueger เคยตั้งคำถามเกี่ยวกับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจว่า เป็นการทำให้เกิดการค้าเสรีหรือเป็นการกีดกันทางการค้ากันแน่ 

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นมากมายหลากหลายรูปแบบ   นักเศรษฐศาสตร์ก็นั่งศึกษาผลกระทบของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจกันอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยศึกษาถึงผลที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกและประเทศนอกกลุ่ม   บ้างก็เชื่อว่า การรวมกลุ่มจะนำไปสู่การเปิดเสรีทางการค้าที่กว้างขวางมากขึ้น   ในขณะที่อีกกลุ่มกลับได้ข้อสรุปที่ตรงกันข้าม  กลุ่มที่เชื่อว่าการรวมกลุ่มจะนำไปสู่การค้าเสรีระดับโลกให้เหตุผลว่า การรวมกลุ่มย่อยจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตัวทางการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ การรวมกลุ่มจะเพิ่มความเข้มแข็งให้กับประเทศกำลังพัฒนาให้มีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น ในกลุ่มที่เห็นถึงจุดด้อยของการรวมกลุ่มให้เหตุผลว่า การรวมกลุ่มก่อให้เกิดการค้าภายในกลุ่มแต่ลดทอนการค้ากับประเทศนอกกลุ่ม เพราะจะมีการสร้างกำแพงการค้าที่สูงขึ้นต่อประเทศนอกกลุ่ม  อย่างไรก็ตาม Krueger สรุปว่า การรวมกลุ่มอาจจะสร้างหรือทำลายการค้าเสรีก็ได้   อียูอาจจะก่อให้เกิดการค้าเสรีมากขึ้นและเข้มแข็งมากขึ้น เช่นเดียวกับ CER (Australia-New Zealand Closer External Relations Agreement) ซึ่งเป็นข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์   แต่ MERCOSUR ของประเทศละตินอเมริกาอาจจะส่งผลด้านลบกับการค้าระหว่างประเทศ             

วามพยายามของรัฐบาลออสเตรียเลียเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรร่วมรบกับประเทศสหรัฐอเมริกาสร้างความไม่พอใจให้กับคนออสเตรเลียหลาย ๆ กลุ่ม รวมถึงนักวิเคราะห์ทางการเมืองและเศรษฐศาสตร์การเมืองที่เห็นว่าข้อตกลงเขตการค้าเสรีหรือ FTA ระหว่างประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกาสร้างความเสียเปรียบหลาย ๆ เรื่องให้กับออสเตรเลียในการค้าระหว่างประเทศกับอเมริกา   แต่ FTA ระหว่างประเทศออสเตรเลียกับประเทศไทยกลับสร้างความยินดีให้กับคนออสเตรเลียมากกว่า เพราะออสเตรเลียเห็นว่าตลาดเอเชียน่าลิ้มลองมากกว่าและออสเตรเลียไม่เสียเปรียบเท่าไรนัก แม้ว่าการตกลงเซ็นสัญญาข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศไทยไม่ได้รับความสนใจมากนักในหมู่ชนชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่ นอกจากข่าวเล็ก ๆ ในหนังสือพิมพ์ The Australian Financial Review หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจชั้นนำของออสเตรเลียที่ว่า ออสเตรเลียจะได้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมรถยนต์, นมเนย, ข้าวสาลี และ เนื้อวัว และเพิ่มความสะดวกในการค้าบริการและการลงทุนเท่านั้น   แต่บทวิเคราะห์ในช่วงหนึ่งอาทิตย์ภายหลังการเซ็นสัญญากับประเทศไทยกลับพูดถึงโอกาสของออสเตรเลียในประเทศเอเชียเสียมากกว่า ประเทศออสเตรเลียมองเห็นศักยภาพของประเทศเอเชียมาโดยตลอด และพยายามที่จะมีส่วนในการเจาะตลาดเอเชีย   โดยถ้าเราอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ออสเตรเลียจะเห็นข่าวเกี่ยวกับประเทศจีนค่อนข้างมาก รวมถึงตลาดใหม่อย่างอินเดีย 

ริมท่าเรื เมืงโฮบาร์ต บนเกาะทาสมาเนียบทวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ให้ภาพอนาคตการค้าระหว่างประเทศออสเตรเลียกับประเทศเอเชียค่อนข้างชัดเจน โดยกล่าวถึงการเติบโตของส่วนแบ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกของประเทศเอเชียที่มีถึง 30% โดยวัดจากดัชนีอำนาจในการซื้อ (Purchasing Power Parity หรือ PPP) ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีส่วนแบ่ง 20% และยุโรปที่ 13% 

ประเทศจีนประเทศเดียวมีส่วนแบ่งมากถึง 11% โดยการเติบโตเป็นไปอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและแซงประเทศญี่ปุ่นไปแล้วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานี้  เมื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศออสเตรเลียกับประเทศในเอเชีย พบว่า 57% ของสินค้าส่งออกของออสเตรเลียส่งไปยังประเทศในเอเชีย ก่อนหน้านี้ ญี่ปุ่นเคยมีส่วนแบ่งในสินค้าส่งออกของออสเตรเลียประมาณ 25% แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 20% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ได้แสดงว่าการส่งออกไปญี่ปุ่นของประเทศออสเตรเลียลดลง แต่เป็นเพราะว่าอัตราการเติบโตของสินค้าส่งออกไปญี่ปุ่นโตไม่ทันประเทศอื่น ๆ ต่างหาก เกาหลีใต้มีส่วนแบ่ง 8% 

แต่ตลาดที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ ประเทศจีน ปลายเดือนเมษายนปี 2547 นายเหวิน เจีย เป่า นายกรัฐมนตรีจีนให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ถึงมาตรการที่จะชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไปของประเทศจีน   บทสัมภาษณ์นี้ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจออสเตรเลียอย่างรุนแรง โดยตลาดหุ้นและค่าเงินออสเตรเลียดิ่งลงทันที เหตุการณ์ ‘The China Syndrome’ ครั้งนั้นสร้างความหวั่นไหวต่อเศรษฐกิจออสเตรเลีย เพราะ เศรษฐกิจส่วนหนึ่งของออสเตรเลียผูกติดกับความเป็นไปของเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะประเทศจีนอยู่ในช่วงการสร้างระบบเศรษฐกิจให้มั่นคง การลงทุนจึงสูง โดยเฉพาะการลงทุนทางด้านปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงงาน, การสร้างถนนหนทาง และการผลิตสินค้าที่ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศส่งออกรายใหญ่ของโลก ราคาวัตถุดิบไม่ว่าจะเป็นโลหะ, แร่เหล็ก, และพลังงาน ล้วนผูกติดกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศจีนทั้งสิ้น   โดยเฉพาะการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวที่ประเทศออสเตรเลียเซ็นสัญญามูลค่า 30,000 ล้านดอลล่าร์ออสเตรเลีย (หนึ่งดอลล่าร์ออสเตรเลียประมาณ 28 – 30 บาทไทย) กับโรงงานในประเทศจีน รวมถึงสัญญาส่งแร่เหล็กหลักหมื่นล้านเหรียญในช่วงสองสามทศวรรษข้างหน้านี้ 

ในขณะที่สินค้านำเข้าจากจีนรวมถึงหลาย ๆ ประเทศในเอเชียกลับมีแนวโน้มลดลง 

แนวโน้มดังกล่าวช่วยเพิ่มอำนาจในการซื้อให้กับออสเตรเลียเหลือคณานับ 

อัตราการเติบโตของการส่งออกไปประเทศจีนมีมากถึง 13% ต่อปีและประเทศจีนกลายเป็นประเทศนำเข้าสินค้าออสเตรเลียอันดับสองรองจากญี่ปุ่นและเหนือกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา โดยไต่ขึ้นจากอันดับเก้า   โดยที่ช่วงของการไต่จากอันดับเก้าสู่อันดับสอง มูลค่าการนำเข้ากลับเพิ่มมากเป็นสองเท่าทีเดียว 

เมื่อพิจารณาในแง่สินค้าบริการ 20% ของการบริการส่งออกของออสเตรเลียอยู่ที่ประเทศเอเชียโดยสองในสามเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว 

หนึ่งในสี่ของค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวต่างประเทศของคนออสเตรเลียจ่ายให้กับประเทศเอเชีย   ขณะเดียวกันการเคลื่อนย้ายคนระหว่างระหว่างออสเตรเลียกับเอเชียก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ   ซึ่งนำไปสู่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น มีนักเรียนนักศึกษาชาวเอเชียมากถึง 200,000 คนซึ่งรวมตัวผมเองด้วยในขณะนั้นที่เรียนอยู่ที่ออสเตรเลียทั้งในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย บางส่วนเมื่อเรียนจบก็หางานทำที่นี่เลย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งก็กลับบ้านเกิดของตนเอง แต่ความผูกพันทางเศรษฐกิจและสังคมระหว่างสองวัฒนธรรมย่อมเข้มแข็งขึ้นอย่างแน่นอน 

เช่นเดียวกับอินเดีย อัตราการเติบโตระดับ 6% และคาดการณ์กันว่าจะขึ้นไปถึง 8% ต่อปีเป็นเรื่องที่ไม่สามารถมองข้ามได้ถึงแม้ว่าอินเดียยังมีปัญหาการขาดดุลการค้าที่สูงและกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนที่ยังไม่ลงตัวนัก   แต่หลายคนก็คาดการณ์กันว่า ปัญหาเหล่านี้จะถูกแก้ไขจนหมดสิ้นในไม่ช้า             

ในเวลาที่ประเทศไทยกำลังจะเซ็นข้อตกลงการค้าเสรีกับออสเตรเลียนั้น สิงคโปร์กำลังจะฉลองครอบรอบหนึ่งปีการเซ็นข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศออสเตรเลีย 

นายกรัฐมนตรีของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับสิบประเทศอาเซียนในเดือนพฤศจิกายนปี 2547 ที่ผ่านมาเพื่อเจรจาเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของเขตการค้าเสรี 

ปลายเดือนกรกฎาคมปี 2547 การเจรจาการค้าเสรีของประเทศออสเตรเลียกับประเทศมาเลเซียก็คืบหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง 

เช่นเดียวกับข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศจีนกับออสเตรเลียที่ดำเนินไปอย่างเข้มข้น 

หลาย ๆ ประเทศรวมถึงออสเตรเลียกลัวเขตการค้าเสรีอย่างอาฟต้า (AFTA) ที่จะมีผลอย่างเป็นทางการในปี 2010 รวมถึงเขตการค้าเสรีจีนอาเซียน   กอปรกับการตกลงในกรอบองค์กรการค้าโลก หรือ WTO คาราคาซังและไม่รู้ว่าจะรู้ผลเมื่อไร   เอฟทีเอกลายเป็นกระแสข้อตกลงทางการค้าที่มาแรงที่สุดและหลาย ๆ ประเทศเร่งที่จะเจรจาเพราะพวกเขาไม่อยากตกขบวนรถไฟสายนี้  บทวิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์ The Australian Financial Review เกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างออสเตรเลียกับมาเลเซียมองถึงอนาคตที่สดใสของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของสองประเทศ   โดยประเทศออสเตรเลียวางแผนที่จะลงทุนทางด้านการวิจัยในเขตไอที (Multimedia Super Corridor – MSC) ของมาเลเซีย   ส่วนมาเลเซียก็จะอาศัยผลผลิตจากภาคเกษตรกรรมของออสเตรเลียในการผลิตอาหารฮาลาล   สัดส่วนของรัฐมนตรีมาเลเซียที่เป็นผลผลิตจากระบบการศึกษาในออสเตรเลียทำให้แนวโน้มอนาคตระหว่างสองประเทศสดใสมากขึ้น หนังสือพิมพ์ The Australian Financial Review ให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลียว่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จาการส่งออกรถปิคอัพและรถบรรทุก   โดยบอกว่าข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงการค้าเสรีฉบับแรกระหว่างประเทศออสเตรเลียกับประเทศกำลังพัฒนา โดยก่อนหน้านี้ออสเตรเลียเพิ่งเซ็นข้อตกลงทางการค้ากับนิวซีแลนด์, สิงคโปร์ และ สหรัฐอเมริกา ซึ่งล้วนเป็นประเทศพัฒนาแล้วทั้งสิ้น   และสำหรับไทย นี่เป็นข้อตกลงแรกระหว่างประเทศไทยกับประเทศพัฒนาแล้ว 

ในขณะที่บริษัทออสเตรเลียอย่าง BlueScope Steel และ Masterfoods จะประหยัดเงินที่ต้องเสียภาษีไปถึง 100 ล้านเหรียญในปีแรกที่ข้อตกลงการค้าเสรีมีผลบังคับใช้ ข้อตกลงนี้มีผลบังคับใช้ไปตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2548 ที่ผ่านมา โดยมีภาษีประมาณ 2,500 ชนิดจะลดลงเป็นศูนย์ในวันแรกของการบังคับใช้   ประมาณปี 2010 เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของการค้าระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลียจะปลอดภาษี 

ข้อตกลงนี้เกี่ยวข้องกับการร่วมมือทางด้านการรักษาความความปลอดภัย, สิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยี, พลังงาน, การบิน, การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ, การอพยพเข้าเมือง, การศึกษาและการท่องเที่ยว รวมถึงการจัดประชุมร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของสองประเทศ 

ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของออสเตรเลียกล่าวถึงข้อตกลงนี้ว่า จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของเอเชียและจะเพิ่มบทบาทของอาเซียนในการป้องกันการก่อการร้าย 

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับจีนที่สร้างความไม่พอใจให้กับหลาย ๆ ฝ่าย โดยนักวิเคราะห์ทางด้านธุรกิจจาก IMA Asia กล่าวถึงข้อตกลงนี้ว่า เกษตรกรไทยไม่สามารถเพิ่มการส่งออกไปประเทศจีนได้ แต่ผลผลิตจากภาคเกษตรกรรมจีนกลับหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยเสียเอง 

การเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีของไทยกับอีกแปดประเทศสร้างความไม่เชื่อมั่นในเขตการค้าเสรีที่จะจัดตั้งขึ้นในอนาคต รวมถึงข้อตกลงพหุภาคีอีกหลาย ๆ ฉบับด้วย ภาคธุรกิจของออสเตรเลียมีทั้งส่วนที่ยินดีกับข้อตกลง และมองเห็นถึงประโยชน์ที่พวกเขาจะได้อย่างชัดเจน   ในขณะที่บางส่วนค่อนข้างผิดหวังกับข้อตกลงที่ออกมาโดยให้ความเห็นว่า ข้อตกลงนี้ทำให้เกิดการค้าเสรีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นในบางภาคธุรกิจ   แต่มองว่าข้อตกลงนี้จะนำไปสู่ข้อตกลงในอนาคตกับสิบประเทศอาเซียน จากการศึกษาของ Centre for International Economics ในรายงาน The Australia – Thailand Free Trade Agreement: Economic Effects พบว่า ปัจจุบันการค้าระหว่างไทยและออสเตรเลียมีมูลค่าเท่ากับ 3,600 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา โดยออสเตรเลียส่งออกมาประเทศไทย 1,600 ล้านและไทยส่งออกไปออสเตรเลีย 2,000 ล้านเหรียญ   การค้าระหว่างสองประเทศนี้จึงมีความสำคัญสำหรับประเทศไทยมากกว่าออสเตรเลีย เนื่องจากมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังออสเตรเลียคิดเป็น 1.6% ของจีดีพีของประเทศไทย ในขณะที่การส่งออกของออสเตรเลียไปไทยมีค่าเพียง 0.4% ของจีดีพีออสเตรเลียเท่านั้น 

เมื่อพิจารณาถึงกำแพงภาษี ก็พบว่า อัตราภาษีนำเข้าของประเทศไทยจะสูงกว่าอัตราภาษีนำเข้าประเทศออสเตรเลียในเกือบทุกภาคอุตสาหกรรม   แต่ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีทำให้กำแพงภาษีเหล่านี้ลดลงเกือบทั้งหมด 

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากข้อตกลงนี้สามารถสรุปได้ดังนี้ 

  • การผลิต (วัดจากจีดีพีที่แท้จริง) และการกินดีอยู่ดี (วัดจากการบริโภคที่แท้จริง) จะเพิ่มขึ้นทั้งสองประเทศ
  • จีดีพีของออสเตรเลียจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.01% และเพิ่มสูงสุดที่ระดับต่ำกว่า 0.03% ในปี 2010 ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นของจีดีพีเท่ากับ 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐภายในยี่สิบปีข้างหน้า ในขณะที่การบริโภคที่แท้จริงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและสูงสุดที่ 0.04% ในปี 2012 ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงยี่สิบปีข้างหน้า
  • จีดีพีของไทยจะเพิ่มขึ้นประมาณ 0.16% ในปี 2005 และเพิ่มสูงสุดที่ระดับ 0.45% ตั้งแต่ปี 2020  ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐภายในยี่สิบปีข้างหน้า   ในขณะที่การบริโภคที่แท้จริงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและสูงสุดที่ 0.85% ในปี 2020   โดยคิดเป็น 4,600 ล้านเหรียญสหรัฐภายในยี่สิบปีข้างหน้า
  • อัตราการเพิ่มของไทยคิดเป็นสามเท่าของการเพิ่มในประเทศออสเตรเลีย   จึงเห็นว่าผลประโยชน์ทางการค้าภายใต้ข้อตกลงนี้จะให้ประโยชน์สำหรับประเทศไทยมากกว่า
  • ข้อตกลงเสรีนี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของตลาดภายในประเทศของทั้งสองประเทศ และจะทำให้การลงทุนที่แท้จริงเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน 

อย่างไรก็ตาม สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค (สอบ.) ของไทยได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย ออสเตรเลีย โดยแสดงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภคภายในประเทศในด้านการบริโภคอาหารและอำนาจอธิปไตยที่อาจจะถูกครอบงำได้ 

เช่นเดียวกับที่กลุ่มศึกษาข้อตกลงการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) ในประเทศไทยได้เป็นแกนนำในการคัดค้านการเซ็นข้อตกลงการค้าเสรี และทำให้กระแสเรื่องเอฟทีเอยิ่งกระจายไปทั่วประเทศ 

ในมุมมองของ นิติภูมิ นวรัตน์ เห็นว่า ข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทยออสเตรเลีย เปรียบเสมือนดาบที่รัฐบาลไทยนำไปถวายให้เกษตรกรออสเตรเลียนำมาใช้ฟันมือเกษตรกรไทย 

ไม่ว่าจะมีผู้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับออสเตรเลียได้สำเร็จไปขั้นหนึ่งแล้ว   ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับอีกหลาย ๆ ประเทศจะตามมาในอีกไม่ช้า กระแสการเคลื่อนไหวคัดค้านและเห็นด้วยก็คงจะเข้มข้นขึ้นไปเรื่อย ๆ  

ปรากฏการณ์ พระอาทิตย์ทรงกลด ที่พลันเกิดขึ้นในวันที่ประชาชนจากหลากหลายองค์กรมารวมตัวกันที่ลานหน้าพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 เพื่อคัดค้านการลงนามเอฟทีเอในปี 2547 จะบ่งบอกอะไรหรือไม่ก็ตาม

แต่พวกเราคงหนีเอฟทีเอไม่พ้นแล้วครับ

อ่านเพิ่มเติม:

  1. Salvatore, Dominich. International Economics,
    New York: John Wiley & Sons, 2001.
  2. Krueger, A. O., ‘Are Preferential Trading Arrangements Trade-Liberalizing or Protectionist?’, Journal of Economic Perspectives, Vol. 13 (4), หน้า 105 – 124.
  3. ‘Free trade? Booming
    Asia is where it’s at’,
    คอลัมน์ Gittings on Saturday โดย Ross Gittings หนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ฉบับวันที่ 10 – 11 กรกฎาคม 2004 หน้า 44
  4. ‘Malaysia queues behind
    China for Australia FTA’,
    คอลัมน์ Asia-Pacific โดย Rowan Callick หนังสือพิมพ์ The Weekend Australian Financial Review ฉบับวันที่ 3 – 4 กรกฎาคม 2004 หน้า 34
  5. ‘Hopes deal will foster bigger foothold in
    Asia’,
    หนังสือพิมพ์ The Australian Financial Review ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม 2004 หน้า 9
  6. ‘Thailand FTA disappoints on services: Minter’, หนังสือพิมพ์ The Weekend Australian Financial Review ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม 2004 หน้า 9
  7. ตัดมือเกษตรกรไทย, คอลัมน์ เปิดฟ้าส่องโลก โดย นิติภูมิ นวรัตน์, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่
  8. อ่านเอาเรื่อง เอฟทีเอ, โดย เกสร สิทธิหนิ้ว, นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 231 พฤษภาคม 2547
  9. Department of Foreign Affairs and Trade, http://www.dfat.gov.au/trade/negotiations/aust-thai/
  10. A Business Guide to the Thailand –
    Australia Free Trade Agreement (TAFTA), Department of Foreign Affairs and Trade
  11. Australia
    Thailand Free Trade Agreement: Final Subject to Approval by Governments
  12. Australia
    Thailand Free Trade Agreement: Benefits for Australian Exporters, Department of Foreign Affairs and Trade
  13. ความตกลงการค้าเสรีไทย ออสเตรเลีย: คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ
  14. ความตกลงการค้าเสรีไทย ออสเตรเลีย, http://www.dtn.moc.go.th/web/147/153/659/index_th.asp?G_id=659
  15. The Australia – Thailand Free Trade Agreement: Economic Effects, Centre for International Economics, Canberra &
    Sydney, 2004
  16. กลุ่มศึกษาข้อตกลงการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch), http://www.ftawatch.org
  17. วันพระอาทิตย์ทรงกลด การเคลื่อนไหวคัดค้านเอฟทีเอเริ่มต้นขึ้นแล้วในประเทศไทย โดย FTA Watch
  18. การค้าเสรีในเอฟทีเอ: ภัยคุกคามใหม่ โดยสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ คอลัมน์ คลื่นสังคม, เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 5 – 11 กรกฎาคม 2547

สี่เดือนของการใช้ชีวิตในอัฟกานิสถานของ Åsne Seierstad นักข่าวสงครามสาวชาวนอร์เวย์ ซึ่งผ่านประสบการณ์การทำข่าวสงครามทั้งในรัสเซีย จีน โคโซโว และ อัฟกานิสถาน ซึ่งรวมถึงสงครามบุกอิรักล่าสุดนี้ด้วย   ทำให้เธอสามารถเขียนหนังสือ ชื่อ The Bookseller of Kabul หรือ คนขายหนังสือแห่งเมืองคาบูล หรือที่คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา แปลหนังสือเล่มนี้และตั้งชื่อไว้ว่า ถนนหนังสือสายคาบูล ซึ่งฉายภาพให้เห็นถึงชีวิตของคนอัฟกานิสถานภายหลังการสิ้นสุดอำนาจของตาลีบัน หรือ ภายหลังการบุกถล่มของสหรัฐอเมริกา 

ชีวิตของคนขายหนังสือแห่งเมืองคาบูล ต้องฝ่าฟันการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดทางการเมืองหลายห้วงหลายสมัย นับแต่การเข้ามามีอำนาจของรัสเซีย ซึ่งทำให้หนังสือแนวคอมมิวนิสต์กลายเป็นหนังสือยอดฮิต ก่อนที่ตาลีบันจะเข้ามามีอำนาจ และทำให้หนังสือที่ไม่ใช่แนวคำสอนทางศาสนาอิสลามถูกเผาทิ้งไปเกือบหมด   หลังตาลีบันหมดอำนาจ หนังสือจากนอกประเทศอัฟกานิสถานโดยเฉพาะจากประเทศปากีสถานเริ่มเข้ามาวางขายมากขึ้น พร้อมกับอิสระทางการอ่านที่มากขึ้นเรื่อย ๆ  

คนขายหนังสือแห่งเมืองคาบูลผู้เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโลกภายนอกกับภายในของอัฟกานิสถาน ต้องพยายามซ่อนหนังสือเมื่อทางการเข้าตรวจค้น หลายโอกาสต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในคุกเพราะขายหนังสือต้องห้าม   คนขายหนังสือแห่งเมืองคาบูลจึงขายหนังสือด้วยจิตวิญญาณจริง ๆ  

ที่สำคัญ ที่นี่อิทธิพลของ แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ และ รหัสลับดา วินซี ยังเข้ามาไม่ถึง 

สำหรับคนขายหนังสือที่ออสเตรเลีย บรรยากาศแตกต่างจาก คาบูล อย่างสิ้นเชิง   ที่นี่ทุกคนได้รับสิทธิ์ในการอ่านหนังสืออย่างเต็มที่   ร้านหนังสือที่นี่มีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ร้านขายหนังสือพิมพ์ ร้านหนังสือที่เป็นแฟรนไชส์ ร้านหนังสือเฉพาะกลุ่ม และร้านหนังสือตามห้างสรรพสินค้าและดิสเคาน์สโตร์ต่าง ๆ  

ร้านขายหนังสือพิมพ์จะมีส่วนที่ขายหนังสือเล่ม ซึ่งส่วนมากจะเป็นหนังสือประเภทนิยายปกอ่อนประเภทที่เว็บไซท์ Faylicity เรียกว่า หนังสือพลิกหน้าเร็ว หรือ หนังสือที่ติดอันดับขายดี รวมถึงหนังสือลดราคา ร้านหนังสือที่เป็นแฟรนไชส์ จะขายหนังสือหลากหลายประเภท ร้านหนังสือประเภทนี้จะคล้าย ๆ ร้านบีทูเอสหรือร้านเอเซียบุ้คบ้านเรา โดยหนังสือในร้านจะรับมาจากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ    โดยร้านเหล่านี้จะไม่มีสำนักพิมพ์เป็นของตัวเอง แต่แตกต่างจากร้านแฟรนไชส์ในเมืองไทยอย่างซีเอ็ดฯหรือร้านนายอินทร์ที่จะมีบริษัทแม่เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ด้วย 

ร้านหนังสือเฉพาะกลุ่ม จะเป็นร้านหนังสือที่ขายหนังสือเฉพาะด้าน เช่น คอมพิวเตอร์ หรือ ธุรกิจ   นอกจากนี้ยังรวมถึงร้านหนังสือที่ขายหนังสือทางเลือก ซึ่งมักจะเป็นหนังสือที่อ่านกันเฉพาะกลุ่ม  แต่บางเล่มอาจจะเป็นหนังสือขายดีด้วยก็ได้ 

ร้านหนังสือตามห้างสรรพสินค้าและดิสเคาน์สโตร์ โดยมากจะเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหรือหนังสือของนักเขียนชื่อดัง ซึ่งมักจะมีการลดราคาอยู่เป็นประจำในร้านหนังสือประเภทนี้ 

ร้านหนังสือที่ออสเตรเลียส่วนใหญ่จะเน้นการเข้าถึงผู้อ่านโดยอาศัยการแนะนำของพนักงานขายโดยตรง โดยเฉพาะในหมู่ร้านหนังสือขนาดเล็ก หรือ ร้านหนังสือเฉพาะทางซึ่งยังมีค่อนข้างมาก และยังสามารถอยู่รอดได้ในวงการร้านขายหนังสือที่นี่   ในขณะที่ร้านหนังสือแฟรนไชส์หรือร้านหนังสือขนาดใหญ่ นอกจากการแนะนำโดยเขียนความเห็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น ๆ ของพนักงานขายติดไว้ตามชั้นวางหนังสือแล้ว ยังอาศัยการจัดอันดับหนังสือเป็นตัวกระตุ้นยอดขายด้วย           

เมื่อมองถึงยอดการพิมพ์หนังสือของออสเตรเลียในแต่ละปี พบว่ามีมากถึง 8,500 ปกต่อปี   เมื่อนับรวมถึงหนังสือที่นำเข้าจากประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกาแล้ว ประเทศออสเตรเลียถือว่าเป็นสวรรค์ของหนอนหนังสือประเทศหนึ่งเลยทีเดียว   เพราะประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการอยู่แล้ว นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับประเทศอังกฤษ ทำให้หนังสือจากประเทศอังกฤษถูกนำเข้ามาขายในแต่ละปีจำนวนมาก    

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนจากหลากหลายท้องที่ทั่วโลกอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลียเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลากหลายเผ่าพันธุ์ หนังสือหลากหลายภาษาก็ถูกนำเข้ามาป้อนความคิดของคนหลากหลายกลุ่มเช่นเดียวกัน   เราจึงสามารถหาอ่านหนังสือที่หลากหลายรูปแบบและวัฒนธรรมได้ที่นี่ 

ด้วยจำนวนหนังสือที่ผลิตภายในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศจำนวนมาก ไม่น่าแปลกใจที่ในปี 2003 ยอดขายหนังสือโดยรวมจึงสูงขึ้นไปถึง 1,500 ล้านเหรียญออสเตรเลีย (หนึ่งเหรียญออสเตรเลียประมาณ 28 บาทไทย) และ Nielsen BookScan ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดทำวิจัยข้อมูลทางด้านการขายหนังสือของออสเตรเลีย ก็คาดการณ์ว่า ยอดขายในปี 2004 จะเพิ่มขึ้นจากปี 2003 ถึง 5.2% โดยเฉพาะยอดขายในช่วงเทศกาลสำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ หรือ วันพ่อ และ วันแม่ ซึ่งทำให้ธุรกิจหนังสือกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มากธุรกิจหนึ่งที่นี่ 

ตารางที่ 1 สิบ��ันดับหนังสื��ขายดีประเภทนิยาย

อย่างไรก็ดี มิใช่ว่าผู้ขายทุกราย ผู้พิมพ์ทุกเจ้า และนักเขียนทุกคน จะได้รับผลประโยชน์อย่างถ้วนหน้า 

ทุกวันนี้ คนขายหนังสือที่ออสเตรเลียต่างออกมาบ่นกันถึงจำนวนหนังสือที่มากมายแทบล้นตลาด   และหนังสือที่มากมายอย่างนี้ ทำให้ร้านหนังสือคล้ายโรงหนังเข้าไปทุกที ๆ แล้ว   นั่นคือ หนังสือก็เปรียบเสมือนหนังเรื่องหนึ่ง เมื่อวางบนชั้นหนังสือแล้ว มันมีเวลาพิสูจน์ตัวเองไม่กี่อาทิตย์ ถ้าไม่ได้รับความนิยม มันก็จะถูกนำไปวางไว้ชั้นหนังสือชั้นหลัง ๆ หรืออาจจะนำออกจากร้านหนังสือไปเลยก็ได้   เปรียบเสมือนหนังที่ไม่ได้รับความนิยม ก็จะหลุดจากโรงภายในไม่กี่สัปดาห์ 

หลังจากนั้นมันอาจจะไปอยู่ในกลุ่มหนังสือลดราคา หรือไปอยู่ในตลาดหนังสือมือสองเลยก็ได้ 

หนังสือในปัจจุบันมีราคาแพงขึ้น ๆ ในขณะที่งบประมาณรายจ่ายเพื่อความบันเทิงของคนออสเตรเลียมีอยู่จำกัด ทำให้การแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งรายจ่ายเพื่อความบันเทิงดุเดือดเลือดพล่านขึ้นทุกวัน ๆ โดยเฉพาะจากรูปแบบความบันเทิงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดีวีดี, เกม หรือ อินเตอร์เน็ต   ทำให้การเลือกซื้อหนังสือของคนออสเตรเลียมักจะพิจารณาจากนักเขียนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เพราะ พวกเขารู้จักอยู่แล้ว ทำให้มั่นใจว่าไม่เสียดายเงินแน่นอน 

นอกจากนี้ หนังสือแต่ละเล่มที่ออกมาถ้าสามารถจับความต้องการของผู้อ่านได้แล้ว ก็จะไปแย่งส่วนแบ่งยอดขายของนักเขียนรายอื่น ๆ อย่างเช่นเมื่อปี 2004 หนังสือทำอาหาร ชื่อ Cook’s Companion ที่มีราคาสูงถึง 125 เหรียญ ซึ่งสูงกว่าหนังสืออ่านเล่นทั่ว ๆ ไปกว่า 4 – 5 เท่า กลับมียอดขายถึง 42,884 เล่ม ซึ่งส่งผลให้ยอดขายของร้านหนังสือต่าง ๆ เติบโตอย่างเห็นได้ชัด 

เช่นเดียวกับ หนังสือนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาที่สร้างกระแสโด่งดังไปทั่วโลกอย่าง รหัสลับดาวินซี หรือ The Da Vinci Code ซึ่งเขียนโดย แดน บราวน์ (Dan Brown) ก็มาถอดรหัสลับกันที่ออสเตรเลียนี้ด้วย และติดอันดับหนังสือขายดีมาตลอดปี 2004 และมีแนวโน้มว่าจะติดอันดับไปอีกหลายเดือน โดยในปี 2004 ฉบับปกอ่อนซึ่งขายในราคา 19.95 เหรียญ ขายได้ถึง 547,674 เล่ม และฉบับราคา 29.95 เหรียญขายได้ 75,069 เล่ม และในช่วงปี 2005 ยังคงขายได้ประมาณ 14,000 เล่มต่อสัปดาห์ ซึ่งรวมถึงหนังสือเล่มอื่น ๆ ที่เขียนโดย แดน บราวน์ ก็ติดอันดับหนังสือขายดีเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เทวากับซาตาน หรือ Angels and Demons ขายได้ 218,206 เล่ม, ล่ารหัสมรณะ หรือ Digital Fortress ขายได้ 109,983 เล่ม และ Deception Point ขายได้ 102,041 เล่ม ในปี 2004   

 ตารางที่ 2 สิบ��ันดับหนังสื��ขายดีประเภทไม่ใช่นิยาย

รวมแล้ว หนังสือของ แดน บราวน์ คนเดียวมียอดขาย 17 ล้านเหรียญออสเตรเลีย 

ในกลุ่มหนังสือที่ไม่ใช่นิยาย คนออสเตรเลียนิยมซื้อหนังสือ Guinness World Records 2005 ซึ่งขายได้ถึง 124,121 เล่ม ซึ่งคิดเป็น 3 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ในขณะที่หนังสือ A Short History of Nearly Everything ขายได้ 80,183 เล่ม 

หนังสือที่คนออสเตรเลียให้ความสนใจ และมียอดขายสูง คือ หนังสือแนวอาชญากรรม, ท่องเที่ยว, ทำอาหาร และ ประวัติชีวิต ซึ่งในปี 2004 หนังสือ My Life ของ บิล คลินตัน (Bill Clinton) อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็มียอดขายถึง 58,590 เล่ม 

อย่างไรก็ตาม ยอดขายหนังสือที่มากมายเหล่านี้ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ถูกอิทธิพลของสื่อครอบงำ โดยเฉพาะอันดับหนังสือขายดีในแต่ละสัปดาห์ที่ปัจจุบันเหล่าหนังสือพิมพ์มักจะใช้แหล่งข้อมูลแหล่งเดียวกัน คือ การวิจัยของ BookScan   และเท่าที่ผมสังเกตก็เห็นค่อนข้างตรงกันว่า เมื่อสองปีก่อน เวลาพลิกหน้าหนังสือพิมพ์เซ็กชั่นหนังสือในแต่ละสัปดาห์จะเห็นรายงานอันดับหนังสือขายดีจากร้านหนังสือหลาย ๆ ร้านสลับกันไป และทำให้ต้องอ่านเซ็กชั่นหนังสือจากหนังสือพิมพ์หลาย ๆ เล่มเพื่อดูอันดับหนังสือขายดี   ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปตามท้องที่และรูปแบบร้านหนังสือ เพราะหนังสือพิมพ์ที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เช่น หนังสือพิมพ์ของเมืองซิดนีย์ เมลเบิร์น และบริสเบน เป็นต้น   และพฤติกรรมการอ่านของคนในแต่ละเมืองก็แตกต่างกันไป อันดับหนังสือขายดีก็แตกต่างกันไปด้วย   การรายงานอันดับหนังสือขายดีแบบนี้ทำให้เราได้รู้จักหนังสือที่หลากหลายมากขึ้น   ในขณะที่ในช่วงปี 2004 นั้นผมสามารถอ่านรายงานอันดับหนังสือขายดีในแต่ละสัปดาห์ได้จากหนังสือพิมพ์เล่มใดก็ได้สักเล่มหนึ่ง เพราะ ข้อมูลตรงกันหมด   ทำให้ขอบเขตความรู้เรื่องหนังสือของผมจำกัดลงทุกสัปดาห์ ๆ เพราะผมก็จะรู้จักหนังสือแค่ไม่กี่เล่ม 

ซึ่งการรายงานจากแหล่งข้อมูลเดียวนี้ ส่งผลต่อยอดขายหนังสืออย่างชัดเจน เพราะอันดับหนังสือขายดีมีผลต่อพฤติกรรมการซื้อหนังสือ   นอกจากนี้ พื้นที่หนังสือพิมพ์ที่น้อยทำให้การรายงานอันดับหนังสือขายดีทำได้แค่ 10 อันดับเท่านั้น บางสัปดาห์หนังสือทั้งสิบเล่มก็ขยับสับเปลี่ยนตำแหน่งกันภายในพื้นที่สิบอันดับ โลกการอ่านของคนออสเตรเลียจึงแคบลงเหลือแค่หนังสือสิบเล่มเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม การแนะนำหนังสือแต่ละเล่มในแต่ละสัปดาห์ก็พอจะช่วยให้โลกการอ่านกว้างขึ้น แต่ปัญหาก็คือ พื้นที่แนะนำก็มีจำกัดเช่นกันและต้องแบ่งพื้นที่นั้นให้เหล่าหนังสือขายดีด้วย 

ผลกระทบอย่างใหญ่หลวงคือ เป็นเรื่องยากที่นักเขียนใหม่ ๆ จะแจ้งเกิด เมื่อบวกกับรูปแบบหนังสือที่คล้ายการฉายหนังเข้าไปทุกที ๆ แล้ว ไม่แปลกว่า ถึงแม้หนังสือจะมีการตีพิมพ์ปีละ 8,500 ปกต่อปีที่นี่ กลับมีคนประสบความสำเร็จเพียงไม่กี่คน    การตีพิมพ์หนังสือจึงง่ายกว่าการประสบความสำเร็จหลายเท่านัก   และเราก็มักจะได้ยินแต่เรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ   ส่วนคนที่ล้มเหลวก็หายไปจากความทรงจำของผู้คน หรือบางคนยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักเลยด้วยซ้ำ 

ตารางที่ 3 รายชื่��นักเขียนหน้าใหม่ และ ผลงานที่ขายดี 

ช่องว่างระหว่างนักเขียนขายดีกับนักเขียนหน้าใหม่หรือนักเขียนดาด ๆ กว้างมากขึ้นทุกที ๆ   เมื่อนักเขียนหน้าใหม่ขายหนังสือไม่ได้ โอกาสที่จะได้รับการตีพิมพ์เล่มต่อ ๆ ไปก็เลือนลางลงไป 

อย่างไรก็ดี มิใช่ว่านักเขียนหน้าใหม่จะหมดโอกาสไปเสียทีเดียว เพราะในปี 2004 ออสเตรเลียก็แจ้งเกิดนักเขียนหน้าใหม่ขึ้นมาหลายคน พร้อมกับผลงานที่สร้างความประทับใจให้กับผู้อ่าน   ซึ่งทำให้พวกเขาได้โอกาสที่จะเขียนหนังสือเล่มต่อ ๆ ไป (ดูตารางที่ 3 เพิ่มเติม)           

จุดที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งของวงการหนังสือออสเตรเลีย คือ การออกแบบหนังสือ โดยเฉพาะการออกแบบปกก็มีผลต่อยอดขายด้วยเช่นกัน 

ยกตัวอย่างเช่น หนังสือทำอาหาร ชื่อ The Instant Cook ซึ่งเขียนโดย Donna Hay ออกแบบหน้าปกเป็นสีขาว ดูสะอาดสดใส ส่งผลต่อยอดขายสูงถึง 55,650 เล่มในปีที่ผ่านมา 

สำนักพิมพ์บางเจ้าถึงกับกล่าวว่า หน้าปกหนังสือเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญที่สุด   เพราะถ้าเราสามารถทำหน้าปกให้ถูกใจแล้ว โอกาสที่จะขายได้มีเพิ่มขึ้นถึง 50% ทีเดียว 

สาเหตุที่สำคัญ ก็คือ ปัจจุบันแนวโน้มที่มองหนังสือเป็นสิ่งสวยงามมีมากขึ้น ๆ เพราะหนังสือถูกใช้เป็นของขวัญ ซึ่งจะคงอยู่ถาวร และใช้ประดับตกแต่ง มากกว่าอ่านครั้งเดียวแล้วโยนทิ้งไป หรือ เก็บเข้ากรุ 

และด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้เราสามารถออกแบบหนังสือให้สวยงามและน่าสนใจได้มากขึ้น ๆ  

เมื่อเทศกาลต่าง ๆ ใกล้เข้ามา จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นร้านหนังสือจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายโดยอิงกับเทศกาลต่าง ๆ ได้ตลอด   ไม่ว่าจะเป็นการออกหนังสือใหม่เพื่อต้อนรับวันพ่อและวันแม่ เป็นต้น 

ตอนนี้ผมกำลังคร่ำเคร่งกับการอ่าน The Plot against America ซึ่งเขียนโดย Philip Roth ซึ่งเป็นนิยายประวัติศาสตร์การเมืองที่จินตนาการถึง ความหวาดกลัวของคนในสังคม ถ้า ชาร์ลส์ เอ. ลินด์เบิร์ก (Charles A. Lindbergh) ซึ่งเป็นนักบินชาวอเมริกันที่สร้างชื่อเสียงจากการขับเครื่องบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังกรุงปารีสรวดเดียว 33 ชั่วโมงเป็นคนแรกของโลกและมีแนวคิดชื่นชมฮิตเลอร์ ชนะ แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (Franklin D. Roosevelt) จนได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแทน   อะไรจะเกิดขึ้นกับชาวยิวในอเมริกา

คุณล่ะ อ่านอะไรกันอยู่บ้างครับ

อ่านเพิ่มเติม:

  1. ‘Not all books are a licence to print money’, หนังสือพิมพ์ The Australian Financial Review ฉบับวันที่ 14 มกราคม 2005 หน้า 76 – 77
  2. Åsne Seierstad (2003), The Bookseller of Kabul,
    London: A Little, Brown Book.
  3. ‘A Profession brought to book’, หนังสือพิมพ์ The Weekend Australian, ฉบับวันที่ 15 – 16 มกราคม 2005 หน้า 21
  4. ‘The Big Reads’, หนังสือพิมพ์ The Weekend Australian, ฉบับวันที่ 1 – 2 มกราคม 2005 หน้า R4 – R6
  5. ‘The colour of paydirt’, หนังสือพิมพ์ The Weekend Australian, ฉบับวันที่ 1 – 2 มกราคม 2005 หน้า R7

ผมชอบริมแม่น้ำบริสเบนยามบ่ายสามวันอาทิตย์   โดยเฉพาะในวันที่เราไม่ทำอาหารเย็นกินเอง แต่นัดกันไปหาอาหารเย็นกินกันนอกบ้าน ซึ่งอาจจะเป็นแถวโกลด์โคสต์หรือเข้าเมืองไปหาร้านอร่อย ๆ กินกัน   ยามบ่ายสามแสงจากดวงอาทิตย์สาดส่องกระทบผิวน้ำเป็นแสงระยิบระยับสวยงาม เรือเฟอร์รี่ซึ่งที่นี่เรียกว่า “ซิตี้แค็ท (City Cat)” แล่นฉิวผ่านไป   ในขณะที่ริมแม่น้ำมีผู้คนมาวิ่งออกกำลังกายกันหนาตา   วูบหนึ่งมันให้ความรู้สึกของคนไกลบ้านที่กลายมาเป็นคนแปลกหน้าที่เมืองนี้ที่แต่ละวันมักจะมีความเหงาเข้ามาแซมอยู่บ่อยครั้ง   แต่อีกวูบหนึ่งเป็นความรู้สึกของอนาคตที่เรืองรองเหมือนแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงบนผิวน้ำ   แม้สุดท้ายแล้วความมืดก็จะมาครอบงำทุกสิ่งทุกอย่างก็ตาม

ผมห่างหายจากบริสเบนมากว่าหนึ่งปีครึ่งแล้ว   แต่ความผูกพันกับเมืองบริสเบนยังคงเหนียวแน่นยากที่จะขาดจากกันไปได้   ความผูกพันกับเมืองบริสเบนของผมนั้นเริ่มต้นจากภาพเขียนที่ผมถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองได้แก่ภาพที่ชื่อว่า “under jacaranda tree” ซึ่งเป็นภาพที่วาดขึ้นมากว่า 100 ปีแล้วโดย R. Godfrey Rivers ซึ่งผมไปพบโดยบังเอิญขณะเดินชมภาพที่ Art Gallery ใจกลางเมืองบริสเบนในวันที่สองที่ใช้ชีวิตในเมืองนี้   หลังจากนั้นมันกลายเป็นความผูกพันจนกลายมาเป็นชื่อคอลัมน์ในนิตยสารผู้จัดการรายเดือนเป็นเวลาสองปีกว่าซึ่งผมใช้ชื่อภาษาไทยว่า “ใต้ต้นจาคารันดา”

“ใต้ต้นจาคารันดา” เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นผ่านมุมมองของนักเรียนไทยคนหนึ่งที่จับพลัดจับผลูได้ไปเรียนเศรษฐศาสตร์ที่นั่น โดยเป็นมุมมองทั้งทางด้านการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม และวัฒนธรรม   เป็นเรื่องโชคดีที่ตลอดเวลา 2 ปี 4 เดือนที่ผมไปใช้ชีวิตอยู่นั้นมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น   เศรษฐกิจขาขึ้นที่ผมเรียกมันว่าเป็นเศรษฐกิจผีเสื้อ (Butterfly Economy) เพราะมันมีสภาพที่พร้อมจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ อยู่ตลอดเวลา   การเมืองที่พรรคแรงงานเริ่มโดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถก้าวข้ามความยิ่งใหญ่ของ จอห์น โฮเวิร์ด ได้   สังคมออสเตรเลียที่ประเด็นเรื่องความสมานฉันท์ระหว่างเชื้อชาติต่าง ๆ อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการขาดสะบั้นอยู่ตลอดเวลาหลังจากที่ถูกแรงถาโถมครั้งใหญ่สมัย พอลลีน แฮนสัน ครอบงำความคิดของคนออสเตรเลียอยู่ช่วงหนึ่งและชาวออสเตรเลียก็หลุดพ้นภาวะนั้นมาแล้ว   และสังคมบันเทิงแบบเรียลลิตี้ที่เกือบจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของวงการบันเทิงออสเตรเลียไป

 แต่เรื่องราวต่าง ๆ ก็ดำเนินไปตามครรลองของมัน   สังคมมีการเติบโต, มีการเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่สังคมออสเตรเลียเองก็ยังมองไม่เห็นอนาคตที่ชัดเจนนัก   นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเสียดายอยู่ลึก ๆ ที่ไม่สามารถนั่งติดตามเฝ้ามองสังคมออสเตรเลียได้อย่างใกล้ชิดเหมือนเคย ทำได้แต่อ่านข่าวคราวและติดตามจากเว็บไซท์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับออสเตรเลีย

 การที่จะมานั่งเขียนคอลัมน์เหมือนเดิมก็ยังเป็นที่กระอักกระอ่วนใจอันเนื่องจากการเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว ความเชื่อถือเชื่อมั่นอาจจะลดลงไป   โลกของบล็อกจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้   ผมอยากจะเขียนภาคต่อของ “ใต้ต้นจาคารันดา” ที่สะท้อนความเป็นไปของออสเตรเลียในมุมมองของอดีตนักเรียนไทยในเมืองบริสเบนที่แม้ตัวจะห่าง แต่ใจยังผูกพันอยู่ตลอดเวลา

ภาคต่อของ “ใต้ต้นจาคารันดา” อาจจะเป็นภาพที่พร่ามัวไม่ชัดเจนเหมือนเคย  ถึงอย่างไรก็อาจจะทำให้หลาย ๆ คนที่สนใจออสเตรเลียเข้าใจมันบ้างในบางส่วน

ผมกลับมาเขียน “ใต้ต้นจาคารันดา” อีกครั้งในขณะที่ออสเตรเลียกำลังจะข้ามผ่านจากฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งความผันผวนของอากาศทำให้ฤดูร้อนมาเยือนเร็วกว่าเคยมากขึ้น ๆ   ดอกจาคารันดาสีม่วงที่บานเป็นชุดที่สองของปียังพอมีให้เห็นอยู่บ้างประปราย   ตอนนี้คนเมืองบริสเบนคงอยากจะให้ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์เร็ว ๆ เพื่อไปพักผ่อนตากอากาศหลบลมร้อนในเมือง   นักศึกษากำลังเตรียมตัวเปิดเทอมอีกครั้งหลังจากหยุดยาวสามเดือน   นักเรียนต่างชาติเตรียมต้อนรับเพื่อนใหม่จากประเทศของตนเพื่อจะได้รับกลิ่นอายจากดินแดนบ้านเกิดที่ห่างหายไปนาน

“ใต้ต้นจาคารันดา” เปิดเทอมอีกครั้ง   แสงแดดยามบ่ายสามวันอาทิตย์ยังคงสาดส่องกระทบผิวน้ำเหมือนเคย   ซิตี้แค็ทยังคงแล่นฉิวผ่านผู้คนที่วิ่งออกกำลังกายตลอดริมน้ำ   ดอกจาคารันดาดอกหนึ่งปลิดปลิวตกบนพื้นใต้ต้น เด็กน้อยหยิบมันขึ้นมาดอมดมพร้อมกับจินตนาการถึงวันที่เมืองเป็นสีม่วงและทั่วพื้นเป็นพรมสีคราม

under jacaranda tree กลับมาแล้วครับ!!!